นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้สำนักเครื่องจักรกล ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 30 นิ้ว จํานวน 2 เครื่อง บริเวณประตูระบายน้ำกลางคลอง 12 และ 13 ต.บึงน้ำรักษ์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เพื่อเร่งระบายน้ำไว้รองรับปริมาณฝนที่อาจจะตกลงมาเพิ่มเติมในระยะต่อไป ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำบริเวณพื้นที่ตอนบนของกรุงเทพมหานคร ด้วยการระบายน้ำและสูบน้ำจากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ด้านฝั่งคลอง 12 มาทางคลองรังสิตฯ ฝั่งคลอง 13 เพื่อระบายน้ำส่วนหนึ่งไปลงแม่น้ำนครนายก อีกส่วนหนึ่งระบายลงคลอง 13 ก่อนลำเลียงสู่คลองพระองค์ไชยานุชิต และใช้สถานีสูบน้ำริมคลองชายทะเลสูบระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยตามลำดับ

ส่วนสถานการณ์ฝนตกชุกในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำมูล ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำมูล ลำน้ำสายหลัก และสายรอง เพิ่มสูงขึ้นจนเอ่อล้นตลิ่งบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำบางแห่ง มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 5 จังหวัด ได้แก่ อ.เมืองยาง จ.นครราชสีมา อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ อ.ราษีไศล อ.ศิลาลาด อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ อ.วารินชําราบ อ.เดชอุดม อ.นาจะหลวย อ.นาเยีย อ.น้ำยืน อ.ดอนมดแดง อ.ตระการพืชผล และ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราขธานี

ปัจจุบันแนวโน้มระดับน้ำในแม่น้ำมูลช่วงตอนบนเริ่มลดลง กรมชลประทาน ได้เร่งระบายน้ำในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ด้วยการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 6 เครื่อง เร่งผลักดันน้ำในลำตะคองลงสู่แม่น้ำมูลให้เร็วที่สุด ซึ่งปัจจุบันน้ำในลำตะคองยังอยู่ในลำน้ำและยังไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน พร้อมกันนี้ได้ยกบานระบายที่เขื่อนพิมายทุกบานให้พ้นน้ำ และติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 34 เครื่อง เร่งระบายน้ำในแม่น้ำมูล

ส่วนที่ จ.ศรีสะเกษ ได้แขวนบานระบาย ที่เขื่อนราษีไศล เขื่อนหัวนา จ.ศรีสะเกษ เร่งระบายน้ำในแม่น้ำมูล ซึ่งปริมาณน้ำนี้จะไหลลงสู่ปลายทางที่ จ.อุบลราชธานี ที่ได้มีการแขวนบานระบายที่เขื่อนลำโดมใหญ่ เขื่อนปากมูล เช่นกัน พร้อมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 140 เครื่อง บริเวณสะพานพิบูลมังสาหาร อ.พิบูลมังสาหาร เพื่อเร่งผลักดันน้ำในแม่น้ำมูลลงสู่แม่น้ำโขง ช่วยบรรเทาความเดือนร้อนแก่พี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยอยู่ในขณะนี้ รวมทั้งเตรียมรองรับปริมาณน้ำหลากที่อาจจะเกิดจากฝนตกหนักลงมาอีกในระยะต่อไป

จากการพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ช่วงวันที่ 18, 21-24 กันยายน 2565 นั้น คาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำเหนือจากแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน จะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนไหลมาสมทบกับแม่น้ำสะเเกกรังและลำน้ำสาขา ลงสู่บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น  ดังนั้น ในระยะนี้ได้เตรียมการพร่องลดระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยารองรับน้ำเหนือ กรมชลประทาน จึงมีความจำเป็นต้องปรับปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นเป็นอัตราประมาณ 1,990 ลบ.ม./วินาที ตั้งแต่เวลาประมาณ 17.00 น. ของวันนี้ (18 กันยายน 2565) หลังจากนั้นจะคงอัตราเดิมอย่างต่อเนื่อง กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ฝนที่ตกลงมา และปริมาณน้ำที่ไหลลงมาจากพื้นที่ตอนบน เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลอ่าวไทยให้เร็วที่สุด จึงขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด