นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเเผยว่า กระทรวงดีอีเอสกำลังเสนอวาระเข้าที่ประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) เพื่อของบประมาณสำหรับใช้จ่ายค่าบำรุงรักษาและค่าบริการ ในโครงการโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ให้ครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ (โครงการเน็ตประชารัฐ) ซึ่งขณะนี้ค้างจ่ายหนี้ให้กับ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ เอ็นที มาตั้งแต่ปี 61 เป็นจำนวนเงินกว่า 4,000 ล้านบาท แต่หลังจากเจรจาไกล่เกลี่ยทางเอ็นทียอมปรับลดหนี้ลงให้เหลือ 3,600 ล้านบาท
โดยปัจจุบันดีอีเอสได้ให้บริการโครงการเน็ตประชารัฐซึ่งเป็นโครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมทั่วประเทศ มาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ เพื่อให้ประชาชนในชุมชนพื้นที่ต่างๆ สามารถเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ต เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัวได้ โดยการให้บริการในแต่ละปีจะมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งทางดีอีเอสได้ค้างจ่ายมาตั้งแต่ปี 61 เนื่องจากไม่มีงบประมาณ โดยโครงการนี้ได้ติดตั้งโครงข่ายอินเทอร์เน็ต ความเร็วสูงครอบคลุมทุกหมู่บ้านของประเทศไทย ซึ่งได้กำหนดหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล (โซนซี) และเป็นพื้นที่เป้าหมายจำนวน 40,432 หมู่บ้าน
“ที่ผ่านมาพยายามหางบด้วยการคุยกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. แต่ได้แจ้งกลับว่าไม่เข้าข่ายที่จะเบิกงบจาก การจัดให้มีบริการโทรคมนาคม พื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม หรือยูโซ่ มาจ่ายได้ กระทรวงฯจึงต้องมีการนำเรื่องเสนอบอร์ดดีอี เพื่อพูดคุยหารือของบมาเคลียร์จ่ายตรงนี้ เพื่อให้โครงการเน็ตประชารัฐสามารถดำเนินการได้ต่อเนื่องต่อไปได้” นายชัยวุฒิ กล่าว
นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า โครงการนี้ช่วยให้คนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้เพิ่มขึ้น จนทำให้สัดส่วน สูงถึง 77% ของประชากรไทยทั้งหมด และสามารถประเทศไทยสามารถยกระดับด้านดิจิทัลติดอันดับโลกได้ในหลายๆ ข้อ อาทิ อันดับ 1 ของโลกในการซื้อสินค้าออนไลน์ อ้นดับ 3 ในการเสพข่าวผ่านออนไลน์ หรือใช้โซเชียลเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และอันดับ 7 ในการท่องอินเทอร์เน็ตโดยใช้เวลาวันละกว่า 8 ชั่วโมง ฯลฯ อย่างไรก็ดี สิ่งที่กระทรวงดีอีเอสอยากจะเร่งผลักดัน ในลำดับถัดไป เพื่อปลดล็อกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ คือ ดิจิทัลไอดี ที่ช่วยให้การยืนยันตัวตนทางออนไลน์ทำได้ง่ายสะดวกรวดเร็วและปลอดภัย โดยขณะนี้กำลังคุยกับกระทรวงมหาดไทย จัดทำระบบยืนยันตัวตนผ่านการสแกนใบหน้า ซึ่งตั้งใจจะทำให้เสร็จภายในปีนี้.



