มนุษย์ปุถุชนอย่างเราๆ มักพูดกันว่า “รักสุข แต่เกลียดทุกข์” อยากให้ทุกคนได้ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า จริงหรือ? ที่เรารักสุข แต่เกลียดทุกข์ ถ้าเราเกลียดทุกข์ แล้วทำไมชีวิตของเรายังคงมุ่งหน้าหาความทุกข์ใส่ตัวอยู่อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น
บ่อยครั้งทั้งๆ ที่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากการคิด การพูด และการกระทำของเรา แต่เราก็ยังยอมที่จะเผชิญกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งในความเป็นจริง “ทุกข์” ไม่ใช่สิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัวอย่างที่เราคิดกัน “ทุกข์” เป็นสิ่งที่เราน่าจะ “เรียนรู้” และ “ขอบคุณ” มากที่สุด เพราะ ถ้าไม่มีความทุกข์ เราจะรู้จักสุขได้อย่างไร
ในโลกนี้มีสองสิ่งที่ตรงกันข้ามกันเสมอ เช่น ดำ-ขาว ยาว-สั้น ร้อน-เย็น หนุ่มสาว-แก่เฒ่า รวย-จน เช่นเดียวกัน ถ้าไม่มีทุกข์ เรารู้ได้ยังไงว่าในโลกนี้มีความสุข ก็เพราะมีทุกข์ จึงทำให้เราต้องแสวงหาสิ่งที่ตรงกันข้าม นั่นก็คือความสุข
ที่กล่าวว่าต้อง “ขอบคุณความทุกข์” ก็เพราะว่าวันหนึ่งได้มี โอกาสไปร่วมการประชุมและสัมมนาในหัวข้อ “วิถีแห่งความสุข” ซึ่งจัดโดย มูลนิธิพันดารา ที่ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันนั้นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “ความสุขบนความทุกข์” วิทยากรได้นำรูปปริศนาธรรม ลายพู่กันของ “หลวงปู่ติช นัท ฮันห์” ภาพหนึ่ง มีลายพู่กัน วาดเป็นวงกลม แล้วข้างในมีคำว่า “No mud, no lotus” ซึ่งถ้าแปลตรงตัว ก็น่าจะหมายถึง “ไม่มีโคลนตม ไม่มีดอกบัว” มาให้ดู พร้อมกับให้ข้อคิดว่า “ถ้าไม่มีโคลนตม ไฉนจะมีดอกบัวที่สวยงามได้”
คนเรามักจะเลือกมองแต่สิ่งที่สวยงาม เมื่อมองลงไปในสระ ก็เลือกมองแต่ดอกบัวที่สวยงาม แต่ลืมที่จะมองลงไปให้ลึกจนถึงก้นสระว่า ดอกบัวที่สวยงามเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้ด้วยโคลนตมที่ต่ำต้อยอยู่ใต้น้ำ ไม่มีโอกาสที่จะพ้นขึ้นมาเหนือน้ำได้ “ในสุขมีทุกข์ ในทุกข์มีสุข” ต่างฝ่ายต่างมีซึ่งกันและกัน หรือถ้าจะบอกว่า “ความสุข หรือความทุกข์ ก็เป็นสิ่งเดียวกัน เพียงแต่ตอนไหนที่มีความสุขมาก แสดงว่าตอนนั้นมีความทุกข์น้อย ตอนไหนที่มีความสุขน้อย แสดงว่าตอนนั้นทุกข์มาก”
เมื่อพูดถึงความสุข ความทุกข์ สิ่งที่ต้องพูดถึงต่อมาก็คือ ชีวิตของมนุษย์ ซึ่งชีวิตของมนุษย์ ประกอบด้วยสิ่งสำคัญสองประการ คือ ร่างกายกับจิตใจ พระพุทธศาสนาได้ให้ความสำคัญกับจิตใจ โดยกล่าวไว้ในธรรมบทว่า “ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ ถ้าใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว จะพูดก็ตาม จะทำก็ตาม ความทุกข์ย่อมติดตามไป เพราะเหตุนั้นเหมือนล้อเกวียนตามรอยเท้าโคฉะนั้น” จบธรรมบทข้างต้นแล้วมีคำถามว่า
ตั้งแต่เกิดมาจนถึงบัดนี้ เราให้ความสำคัญ หรือดูแลสิ่งไหนมากกว่ากัน ระหว่างร่างกายกับจิตใจ ?
ลองนึกทบทวนดูว่า เมื่อเราตื่นขึ้นมาต้องล้างหน้า แปรงฟัน ทาแป้ง ทาครีม สิ่งที่ทำทั้งหลายเหล่านี้ก็เพื่อดูแลร่างกายทั้งสิ้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมเราถึงได้มีความทุกข์กันหนักหนา ก็เพราะเราไม่เคยให้ความสำคัญกับเรื่องของจิตใจเลย เหมือนเราเป็นโรคแต่วินิจฉัยโรคและรักษาโรคผิดทาง โรคที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเราจึงไม่หายขาด คอยวนเวียนแต่จะเจ็บป่วยอยู่ตลอดเวลา เราจึงมีความรู้สึกว่า ความทุกข์อยู่กับเรามากมายเหลือเกิน
พระพุทธองค์นั้น มุ่งสอนให้มนุษย์เรียนรู้กับความทุกข์ ทำความเข้าใจความทุกข์ อยู่กับความทุกข์อย่างเข้าใจ เป็นเพื่อนกับความทุกข์ให้ได้ เพราะเมื่อเราได้เรียนรู้และทำความรู้จักกับความทุกข์แล้ว เชื่อว่าเราจะได้สัมผัสกับคำว่า “ความสุข” มากยิ่งขึ้น
…………………………………………………
คอลัมน์ : ลานธรรม
โดย : พระครูปลัดบัณฑิต อินฺทเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสังข์กระจายวรวิหาร รองประธานเครือข่ายธรรมะอารมณ์ดี



