สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ส.ค.ว่าคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ ( เอฟดีเอ ) ออกแถลงการณ์ เมื่อวันพฤหัสบดี เรื่องการอนุมัติเป็นกรณีฉุกเฉิน ให้สามารถใช้วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จากเทคโนโลยีเอ็มอาร์เอ็นเอ ของบริษัทไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค และบริษัทโมเดอร์นา กระตุ้นเป็นเข็มที่สาม หรือบูสเตอร์ ให้กับผู้ป่วยซึ่งมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ โดยรวมหมายถึงผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิ และผู้ที่ผ่านการปลูกถ่ายอวัยวะ
Today, FDA amended the emergency use authorizations (EUAs) for both the Pfizer-BioNTech COVID-19 Vaccine and the Moderna COVID-19 Vaccine to allow for the use of an additional dose in certain immunocompromised individuals. https://t.co/MYoTvX82lM pic.twitter.com/cqwF5j8pYp
— U.S. FDA (@US_FDA) August 13, 2021
The @CDCgov’s Advisory Committee on Immunization Practices is scheduled to meet Friday to provide further clinical recommendations regarding immunocompromised individuals.
— U.S. FDA (@US_FDA) August 13, 2021
ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติ ( ซีดีซี ) จะพิจารณาและประกาศอย่างละเอียดอีกครั้ง เกี่ยวกับ "คุณสมบัติ" ของผู้ป่วยภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ หรือผู้ที่มีอาการเข้าข่าย ซึ่งจะสามารถเข้ารับการฉีดบูสเตอร์ได้
#HealthWorkers, older people & other at-risk groups need #COVID19 vaccines now. @WHO is calling for a moratorium on boosters until at least the end of September, to enable at least 10% of the population of every country to be vaccinated. #VaccinEquity pic.twitter.com/6AwkppgbJj
— Tedros Adhanom Ghebreyesus (@DrTedros) August 4, 2021
อย่างไรก็ตาม นพ.เทดรอส แอดนาฮอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ( ดับเบิลยูเอชโอ ) ยังคงยืนกรานว่า กลุ่มประเทศร่ำรวยซึ่งมีวัคซีน "เหลือเฟือ" ยังไม่ควรใช้นโยบายบูสเตอร์ในเวลานี้ แต่ขอให้บริจาควัคซีนส่วนที่เหลือนั้นให้แก่ดับเบิลยูเอชโอ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ประเทศซึ่งยังขาดแคลนวัคซีนต่อไป โดยดับเบิลยูเอชโอต้องการให้แต่ละประเทศร่วมกันฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้แก่ประชากรของตัวเองอย่างน้อย 10% ภายในเดือน ก.ย.นี้.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES
















