จากกรณีเกิดกระแสต่อต้านนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจชาวอิสราเอลในประเทศไทย ในพื้นที่ท่องเที่ยว อ.เกาะพะงัน และเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เกี่ยวกับพฤติกรรมเชิงลบทั้งในส่วนที่เข้ามาประกอบธุรกิจและนักท่องเที่ยว โดยมีการระบุว่า มีชาวอิสราเอลเข้ามาถือครองที่ดินและทำธุรกิจโดยใช้นอมินีชาวไทย ขณะที่นักท่องเที่ยวมีพฤติกรรมก่อความเดือดร้อนรำคาญให้กับนักท่องเที่ยวชาติอื่น และผู้ประกอบการชาวไทย กระแสต่อต้านดังกล่าว จึงกระจายเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว จนทำให้ นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เรียกประชุมด่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตั้งคณะทำงานและร่วมหาแนวทางแก้ปัญหา ตามที่นำเสนอไปแล้ว
ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 17 ต.ค. นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล กล่าวว่า การทำงานแก้ไขปัญหา ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด กรณีบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อประกอบกิจการหรือดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่ผิดกฎหมาย จ.สุราษฎร์ธานี ล่าสุดได้รับรายงานจากชุดฉพาะกิจทั้ง 2 ชุด ว่าการทำงานคืบหน้าไปมากแล้ว โดยเฉพาะการตรวจสอบการเข้ามาในราชอาณาจักรของบุคคลต่างด้าว เป็นการทำงานตรวจค้นความผิดซึ่งหน้า ที่เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการทางกฎหมายได้ทันที ส่วนคณะทำงานตรวจสอบการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และการประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว เป็นการทำงานสืบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อให้สามารถเอาผิดผู้ที่ละเมิดกฎหมายได้อย่างแน่นหนา ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ

นายธีรุตม์ กล่าวต่อว่า ปัญหาชาวต่างด้าว โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางเข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยว แต่มีการประกอบธุรกิจโดยใช้นอมินี หรือประกอบอาชีพที่ไม่ตรงกับใบอนุญาตทำงาน และใช้ช่องว่างทางกฎหมาย ทำให้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวและการประกอบอาชีพของคนไทย อีกทั้งยังทำให้เงินตรารั่วไหลออกนอกประเทศ ตนจึงมอบนโยบายให้ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มคนไทยและข้าราชการที่เข้าไปมีส่วนช่วยเหลือสนับสนุนชาวต่างด้าวเหล่านี้ โดยจะตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะหากพบเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง จะเอาผิดโดยไม่ละเว้น
“สุราษฎร์ธานีมีรายได้หลักจากการท่องเที่ยว กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้ามาทำเรื่องผิดกฎหมายเป็นเพียงส่วนน้อย จึงขอให้ทุกหน่วยงานช่วยคัดแยกกลุ่มนี้ออกมาเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไปหรือผู้ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้อง จังหวัดพร้อมที่จะต้อนรับและดูแลอย่างดีที่สุด” ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าว
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้รับหลักฐานการตรวจพบโครงการก่อสร้างวิลล่าหรู ที่เป็นการก่อสร้างกลุ่มอาคารไม่น้อยกว่า 20 หลัง ใกล้กับรีสอร์ทแห่งหนึ่ง ในพื้นที่หมู่ 3 ต.เกาะพะงัน และเมื่อตรวจสอบข้อมูลพบว่าเป็นโครงการที่เคยถูกตรวจสอบเบื้องต้นโดยคณะทำงานแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ กอ.รมน.ภาค 4 หลังรับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน ว่าอาจมีการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ เมื่อปี 2559 ในครั้งนั้น เบื้องต้นยังไม่พบการกระทำผิด พบเพียงการก่อสร้างอาคารจำนวน 3 หลัง นอกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ

ล่าสุด คณะทำงานแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ กอ.รมน.ภาค 4 รายงานว่า กรณีร้องเรียนโครงการดังกล่าว ถูกตรวจสอบซ้ำเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2568 ขณะปฏิบัติหน้าที่แก้ไขปัญหาสิ่งปลูกสร้างและการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ อ.เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ภายใต้ สมุย โมเดล ประจำปีงบประมาณ 2568 พบว่าโครงการดังกล่าวได้มีการก่อสร้างกลุ่มอาคารเต็มพื้นที่ และพบอาคารอย่างน้อย 5 หลัง อยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมเข้าตรวจสอบเพื่อเปรียบเทียบข้อมูลทางแผนที่
มีรายงานเพิ่มเติมว่า ในการเข้าพื้นที่ตรวจสอบของทีมข่าว พบว่าบริเวณพื้นที่ป่าตรงข้ามกับโครงการวิลล่า มีการไถปรับพื้นที่เชิงเขาและเรียงหินป้องกันดินสไลด์ คาดว่าเตรียมการก่อสร้างอาคาร นอกจากนี้ยังพบการปรับพื้นที่ด้วยรถแบ๊กโฮให้เป็นทางเดินรถ จากเชิงเขาไปในพื้นที่ป่าบนภูเขาสูง และจากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบว่าพื้นที่ดังกล่าวเคยมีการใช้ประโยชน์อื่นใดมาก่อน



