สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี เกี่ยวกับคำกล่าวของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ซึ่งประกาศเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ว่ากลุ่มประเทศตะวันตกยังคงเดินหน้า “ข่มขู่กรรโชก” เกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ต่อรัสเซีย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมอสโก “มีอาวุธมากมายแทนคำตอบ” และ “รัสเซียไม่ล้อเล่น” สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็น “ภัยคุกคามโดยตรงด้านนิวเคลียร์” ครั้งร้ายแรงที่สุด นับตั้งแต่วิกฤติขีปนาวุธคิวบา
ทั้งนี้ ไบเดน กล่าวด้วยว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสหรัฐกำลัง “จับตาอย่างใกล้ชิด” ว่า ปูตินจะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป หลังกองทัพยูเครนสามารถรุกคืบกระชับพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา กระนั้น เจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งจากฝ่ายความมั่นคงและข่าวกรองของรัฐบาลวอชิงตัน ยังคงยืนยันตรงกัน ว่า ไม่มีแนวโน้มที่รัฐบาลมอสโกจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ในสงครามยูเครน “แต่พร้อมตอบโต้ด้วยความจริงจัง” หากอีกฝ่ายดำเนินการก่อน
U.S. President Joe Biden said Russian President Vladimir Putin's threat to use nuclear weapons is the biggest such threat since the Cuban Missile Crisis https://t.co/7xZnYHVmpU pic.twitter.com/iYbwktC52n
— Reuters (@Reuters) October 7, 2022
อนึ่ง ย้อนกลับไประหว่างวันที่ 14 ต.ค. 2505-28 ต.ค. 2505 เป็นช่วงเวลาของสถานการณ์ตึงเครียดในยุคสงครามเย็น ที่เกือบกลายเป็นชนวนของสงครามโลกครั้งที่สาม นั่นคือ “วิกฤติขีปนาวุธคิวบา” เมื่อคิวบาอนุญาตให้สหภาพโซเวียต เข้ามาติดตั้งระบบขีปนาวุธภายในประเทศตามข้อตกลงลับร่วมกัน โดยทิศทางการตั้งฐานยิงหันออกไปทางสหรัฐ สร้างความไม่พอใจอย่างหนักให้แก่ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ซึ่งออกคำสั่งมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อคิวบาทันที
อย่างไรก็ดี สหรัฐเจรจาลับหลังกับรัฐบาลสหภาพโซเวียตของประธานาธิบดีนิกิตา ครุสชอฟ ด้วยในเวลาเดียวกัน ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลง “สัญญาปากเปล่า” ที่ปราศจากการลงนามอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร โดยสหรัฐสัญญาจะไม่รุกรานคิวบา พร้อมทั้งรื้อแท่นยิงขีปนาวุธในตุรกีและอิตาลี ขณะที่สหภาพโซเวียตรื้อแท่นยิงขีปนาวุธออกจากคิวบา.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



