วานนี้ (11 ต.ค. 2565) เมตา แพลตฟอร์ม อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่อดังอย่าง เฟซบุ๊ก และ อินสตาแกรม ประกาศเปิดตัวอุปกรณ์แบบสวมศีรษะ ‘Quest Pro’ ที่มีเป้าหมายในการผสมผสานโลกแห่งความจริงและโลกเสมือนจริงเข้าด้วยกัน ในงานประชุมประจำปี ‘Connect’ ของ เมตา อิงค์ 

ชุดอุปกรณ์ Quest Pro มีกำหนดจะวางจำหน่ายในวันที่ 25 ต.ค. ที่จะถึงนี้ ในราคาประมาณ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 57,240 บาท) โดยมีคุณสมบัติสำคัญคือทำให้ผู้สวมใส่สามารถสัมผัสและโต้ตอบกับภาพหรือคอนเทนต์เสมือนจริงที่สวมทับอยู่กับสถานที่ในโลกแห่งความจริง  

Quest Pro มีการอัพเกรดการใช้งานหลายอย่างให้เหนือกว่าอุปกรณ์ Quest 2 ซึ่งมีอยู่ในตลาดตอนนี้และได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดเทคโนโลยีเสมือนจริง ยังมีน้ำหนักเบา มีการกระจายน้ำหนักชิ้นส่วนและแบตเตอรี่ที่ติดตั้งในอุปกรณ์ที่ดีกว่าและรูปทรงที่เพรียวบางกว่า Quest 2 

ฟีเจอร์ที่โดดเด่นที่สุดของ Quest Pro คือกล้องมองหน้าซึ่งจะจับภาพแบบสามมิติของสภาพที่อยู่รอบตัวผู้สวมและส่งข้อมูลแบบไลฟ์สตรีม เพื่อนำไปผสมผสานกับคอนเทนต์เสมือนจริง เช่น ทำให้ผู้สวมอุปกรณ์สามารถแขวนภาพจากโลกเสมือนจริงบนผนังที่มีอยู่จริง หรือมองเห็นลูกบอลเสมือนจริงกระเด้งกระดอนไปบนโต๊ะจริง ๆ 

เมตา อิงค์ ตั้งกลุ่มเป้าหมายของ Quest Pro ไว้ว่าเป็นกลุ่มดีไซเนอร์ สถาปนิกและอาชีพอื่นที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก นอกจากนี้ยังร่วมมือกับทางไมโครซอฟท์ โดยจัดตัวเลือกโปรแกรมจัดการสำนักงานเสมือนจริง เช่น ไมโครซอฟต์ เวิร์ด, เอาท์ลุค และ ไมโครซอฟต์ ทีมส์ ไว้บริการลูกค้า 

การเปิดตัวอุปกรณ์ชุดใหม่นับเป็นก้าวที่สำคัญของ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก เจ้าของ เมตา อิงค์ ผู้เคยประกาศเมื่อปีที่แล้วถึงแผนการพัฒนาอุปกรณ์ชุดนี้ ซึ่งให้ชื่อไว้ในตอนนั้นว่า ‘Project Cambria’ ในจังหวะเดียวกับที่เขาเปลี่ยนชื่อบริษัทจาก ‘เฟซบุ๊ก’ เป็น ‘เมตา’ เพื่อส่งสัญญาณว่าเขาจะปรับเปลี่ยนบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมาเป็นผู้ให้บริการด้านประสบการณ์คอมพิวเตอร์แบบสามมิติ โดยให้ชื่อว่า ‘เมตาเวิร์ส’ 

ซักเคอร์เบิร์ก ทุ่มเทงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อเป้าหมายใหม่ มีการตั้งหน่วบ Reality Labs ที่มีหน้าที่พัฒนาให้แนวคิดเมตาเวิร์สเป็นจริงขึ้นมา ซึ่งทำให้เขาต้องเสียเงินไป 10,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 390,000 ล้านบาท) ในปี 2564 และอีก 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 229,000 ล้านบาท) ในปีนี้

เครดิตภาพ : REUTERS