สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ว่า จากกรณีองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออก (โอเปก) ซึ่งมีซาอุดีอาระเบีย ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกเป็นหัวเรือใหญ่ และร่วมด้วยรัสเซียในนาม “โอเปกพลัส” มีมติเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ลดเพดานการผลิตลงวันละ 2 ล้านบาร์เรล เริ่มเดือน พ.ย. นี้ ซึ่งเป็นการลดอุปทานต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง และเป็นการปรับลดกำลังการผลิตครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ปี 2563 สร้างความไม่พอใจอย่างหนักให้กับสหรัฐ ถึงขั้นประกาศ “ทบทวนความสัมพันธ์” นั้น
Saudi Arabia rejects criticism of last week’s OPEC+ decision to cut oil production quotas, saying the move was based solely on “its noble objectives” to avoid oil-market volatility https://t.co/TWBIV8A8k3
— Bloomberg (@business) October 13, 2022
กระทรวงการต่างประเทศของซาอุดีอาระเบียออกแถลงการณ์ว่า รัฐบาลริยาดปฏิเสธ “ทุกคำวิจารณ์ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักความเป็นจริง” ต่อมติของโอเปกพลัส ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่คำนึงถึง “เหตุผลทางเศรษฐกิจเป็นหลัก” เพื่อรักษาสมดุลของอุปทานและควบคุมความผันผวนของตลาด อันจะเป็นการรักษาผลประโยชน์ของทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต
"We will take action."
— Bloomberg Quicktake (@Quicktake) October 12, 2022
Biden vowed the US will "react to Saudi Arabia" after OPEC+ announced plans last week to slash oil production, a move the administration says will benefit Russia https://t.co/wLtMEmbFtc pic.twitter.com/nsC7muVl7s
หากชะลอแผนการดังกล่าวออกไปอีกอย่างน้อย 1 เดือน “ตามการเรียกร้องของสหรัฐ” เศรษฐกิจโลกย่อมได้รับผลกระทบ ซาอุดีอาระเบียยังคงถือว่า ความสัมพันธ์กับสหรัฐ “มีความสำคัญในทางยุทธศาสตร์” แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกันด้วย
ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวว่า เขา “ผิดหวังอย่างรุนแรง” กับมติของโอเปกพลัส เนื่องจากจะส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงในสหรัฐแพงขึ้น และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มขั้นตอน “การประเมินความสัมพันธ์” กับซาอุดีอาระเบีย แต่ยังไม่มีการให้รายละเอียดชัดเจน หลังนายบ็อบ เมเนนเดซ ประธานคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ของวุฒิสภา เรียกร้องสหรัฐควรระงับความร่วมมือทุกด้านกับรัฐบาลริยาด ที่รวมถึงการขายอาวุธทุกชนิด.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



