เมื่อวันที่ 16 ต.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง พ.ศ. 2565 โดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่สภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สองในวันที่ 1 พ.ย. จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา สมัยประชุมสามัญประจาปีครั้งที่สอง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2565
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ : เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา 121 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสองสมัย ๆ หนึ่งให้มีกำหนดเวลา 120 วัน และวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีคร้ังที่สอง ให้เป็นไปตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนด ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ในวันที่ 1 พ.ย. สมควรที่จะให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีคร้ังที่สอง สำหรับปี พ.ศ. 2565 จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
ทางด้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณี นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ออกมาระบุ หากกฎหมายลูกไม่ผ่านในชั้นศาลรัฐธรรมนูญอาจต้องออกเป็น พ.ร.ก. หรือให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกระเบียบ เพื่อจัดการเลือกตั้งพรรค พท.รับได้หรือไม่ ว่าตนเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่ากฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับไม่มีบทบัญญัติใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามคำชี้แจงของ กกต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
แต่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้กฎหมายลูกตก ต้องแบ่งออกเป็นสองช่วง หากสภาอยู่จนครบวาระ ระยะเวลาที่เหลือประมาณ 6 เดือน หากเร่งนำกฎหมายลูกเข้าสู่รัฐสภาแล้วปรับแก้ให้สอดคล้องกับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ก็น่าจะทันการเลือกแต่หากเป็นกรณีมีการยุบสภาช่วงนี้แล้วทำกฎหมายลูกไม่ทัน การออกเป็นระเบียบกกต.ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะ กกต.ไม่มีกฎหมายรองรับการออกระเบียบเช่นนี้ กฎหมายว่าด้วย กกต.ให้ กกต.ออกระเบียบในหน้าที่และอำนาจของ กกต.
แต่การเลือกตั้งรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดต้องออกเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งเท่านั้น และหากจะไปออกเป็น พ.ร.ก.จากฝ่ายบริหาร เรื่องนี้มีข้อกำกัด เนื่องจากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมีศักดิ์ต่างจาก พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ทั่วไป แต่พ.ร.ก.ใช้แทนพ.ร.บ.กรณีมีเหตุเร่งด่วนเท่านั้น อีกทั้งการออกพ.ร.บ.ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาฯ เมื่อยุบสภาฯแล้วจึงไม่สามารถออกเป็นพ.ร.ก.ได้ ตนเห็นมีนักวิชาการบางคนเสนอว่าถ้าถึงทางตันจริงอาจไปใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 5 ที่ระบุเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทําการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ ตนมองว่าการหาทางออกให้ประเทศวิธีนั้นก็เป็นทางเลือกหนึ่ง เพียงแต่ขอให้กติกาที่ออกมาต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่าย.



