สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 18 ต.ค. ว่า นายกรัฐมนตรีลิซ ทรัสส์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ ว่าเธอ “เสียใจและขออภัย” กับแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แม้ตอนนี้เป็นอดีตไปแล้ว แต่สร้างความปั่นป่วนอย่างหนักให้กับตลาดการเงินทั้งในและต่างประเทศ ทรัสส์ยืนยันว่า แผนการทั้งหมดเกิดขึ้นด้วยเจตนารมณ์ที่ดีของรัฐบาล นั่นคือการช่วยเหลือประชาชนให้สามารถฝ่าฟันวิกฤติค่าครองชีพที่กำลังดำเนินอยู่ไปได้อย่างราบรื่น ทว่ารัฐบาล “ทำเร็วเกินไป”


เกี่ยวกับประเด็นการวิจารณ์ที่เพิ่มมากขึ้นจากหลายฝ่าย ว่าตอนนี้เธอเป็นเพียง “นายกรัฐมนตรีในนาม” หรือไม่ เนื่องจาก รมว.การคลังคนใหม่ คือนายเจเรมี ฮันต์ ปรับเปลี่ยนและกำหนดแนวทางใหม่ “แทบทั้งหมด” ให้กับนโยบายการคลังของสหราชอาณาจักร ทรัสส์ตอบเพียงว่า เธอแต่งตั้งฮันต์เนื่องจากทราบดีว่า “ต้องเปลี่ยนทิศทางนโยบาย” และย้ำว่า พร้อมนำพรรคอนุรักษนิยมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งต่อไป


อนึ่ง ฮันต์ ซึ่งเป็นอดีต รมว.การต่างประเทศ และ รมว.สาธารณสุข นับเป็น รมว.คลัง คนที่ 4 ของสหราชอาณาจักร ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี รับตำแหน่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ต่อจาก นายควาซี ควาร์เต็ง ซึ่งอยู่ในตำแหน่งได้เพียง 1 เดือนเศษ

นายกรัฐมนตรีลิซ ทรัสส์ และนายเจเรมี ฮันต์ ในที่ประชุมสภาสามัญ ที่กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2565


ทั้งนี้ ฮันต์ ยืนยันว่า อัตราภาษีบางรายการ “จำเป็นต้องเพิ่มขึ้น” และการตัดสินใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ “ต้องชัดเจนและจริงจังมากกว่านี้” และวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า ทรัสส์ “ตัดสินใจผิดพลาด” ในหลายด้านที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแผนการที่ยกเลิกแล้วนั้น ขาดเป้าหมายชัดเจนอย่างสิ้นเชิง ว่าจะหาเงินจากที่ใดมากถึง 45,000 ล้านปอนด์ (ราว 1.94 ล้านล้านบาท) ครอบคลุมระยะเวลาระหว่างปี 2569-2570


นอกจากนั้น ฮันต์ยังยกเลิกมาตรการเยียวยาครัวเรือนในประเทศจากวิกฤติพลังงาน ซึ่งจะมีวงเงินสูงถึง 100,000 ล้านปอนด์ (ราว 4.32 ล้านล้านบาท) จนสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่ายว่า จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพการคลังของสหรัฐ โดยขุนคลังคนใหม่ของสหราชอาณาจักรกล่าวว่า “การแก้ไขที่มีประสิทธิภาพ” ต่อแผนการทั้งหมด จะช่วยให้รัฐมีเงินเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าปีละ 32,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.38 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นทันที.

เครดิตภาพ : REUTERS