สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 18 ต.ค. ว่า ยูกันดา มีผู้ป่วยโรคอีโบลายืนยันแล้ว 54 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 19 ราย ตั้งแต่เดือนที่แล้ว แต่หน่วยงานสาธารณสุขของประเทศเชื่อว่า ตัวเลขผู้ป่วยที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้ อีกทั้งการตอบสนองต่อการระบาดยังติดขัด เนื่องจากยูกันดาไม่มีวัคซีนที่ทดสอบแล้วว่า สามารถต้านเชื้อไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ซูดานได้

ด้าน สถาบันเจนเนอร์ของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ซึ่งพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ร่วมกับ บริษัทแอสตราเซเนกา มีวัคซีนป้องกันโรคอีโบลาที่แสดงให้เห็นว่า สามารถกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส ทั้งสายพันธุ์ซูดาน และสายพันธุ์ซาอีร์ ในการทดลองระยะที่ 1 ซึ่งทีมนักพัฒนา กล่าวว่า มันสามารถนำไปใช้ในยูกันดา โดยเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองทางคลินิก เมื่อทางการยูกันดาให้การอนุมัติด้านกฎระเบียบแล้ว

แม้ว่า นายคริส บาร์โยมุนซี รมว.สารสนเทศยูกันดา กล่าวในการสัมภาษณ์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า เขาไม่มีข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับการนำวัคซีนออกมาใช้ แต่การระบาดอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลแล้ว ส่วนประธานาธิบดีโยเวรี มูเซเวนี ผู้นำยูกันดา กล่าวในวันเดียวกันว่า รัฐบาลประกาศมาตรการเคอร์ฟิว และจำกัดการเคลื่อนย้ายเข้า-ออก ใน 2 เขตทางตอนกลางของยูกันดา ที่ได้รับผลกระทบจากโรคอีโบลา เป็นเวลา 21 วัน

ขณะที่ นพ.เทดรอส แอดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า การทดลองทางคลินิกของวัคซีน 2 ชนิด จะเริ่มต้นในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้ ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างรอการอนุมัติจากรัฐบาลยูกันดา โดยไม่มีการระบุถึงชื่อของวัคซีน

อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักวิจัยของออกซฟอร์ดกลับแสดงความไม่พอใจ ที่วัคซีนของพวกเขาไม่พร้อมที่จะนำไปใช้เมื่อเกิดการระบาด โดยกล่าวว่า รัฐบาลทั่วโลกไม่ให้ความสำคัญกับการลงทุนในวัคซีนมากพอ หลังจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งวัคซีนดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพัฒนามาหลายปีแล้ว แต่ความคืบหน้าในการการทดลองทางคลินิกเกิดความล่าช้า เนื่องจากการขาดแคลนเงินทุน.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES