นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า ดีอีเอส ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ให้ร่วมกับกระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขอความร่วมมือธนาคารแห่งประเทศไทย เร่งรัดแก้ไขอย่างเร่งด่วน เกี่ยวกับปัญหาฉ้อโกงและหลอกลวงประชาชนผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะการหลอกลวงทางการเงิน เช่น หลอกลวงลงทุน แชร์ลูกโซ่ เป็นต้น โดยคนร้ายมีการปรับรูปแบบและวิธีการหลอกหลวงประชาชน จนมีเหยื่อหลงเชื่อเป็นจำนวนมาก
ทางดีอีเอส ได้ประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ร่วมกับผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการ กำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ผู้แทนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้แทนสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวง การคลัง หารือแนวทางการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงลงทุนทางออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันมีการเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ และเชิญชวนให้ประชาชนลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งไม่ได้รับการอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลเป็นจำนวนมาก พบการนำภาพบุคคลที่มีชื่อเสียงมาใช้เพื่อในการประชาสัมพันธ์เชิญชวนการลงทุนดังกล่าว โดยไม่ได้รับความยินยอม ส่งผลให้เกิดการหลอกลวง ฉ้อโกง สร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนในวงกว้าง
นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมได้บูรณาการอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อป้องกันและปราบปราม ไม่ให้เกิด ความเสียหาย รวมทั้งการปิดกั้นเว็บไซต์ที่ไม่ได้รับอนุญาต เว็บไซต์หลอกลงทุนผิดกฎหมาย เว็บไซต์ลงทุนแลกเปลี่ยนเงิน ตราระหว่างประเทศผิดกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดอย่างเคร่งครัด ในส่วนของมาตรการเชิงรุกจะใช้ระบบ การเก็บข้อมูลที่อยู่บนโซเซียล มีเดีย หรือ โซเซียล ลิสเซินนิ่ง (Social listening ) ในการตรวจสอบในช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ สื่อโซเชียลมีเดียทุกแพลต์ฟอร์ม ตรวจสอบกับระบบฐานข้อมูลของหน่วยงานกำกับดูแล หากพบการกระทำความผิด เจ้าหน้าผู้เกี่ยวข้องจะดำเนินการ ทั้งในส่วนของการปิดกั้นปิดกั้นแพลตฟอร์มหรือเว็บไซต์ทันที และดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป
“โทษของคนร้ายที่ชักชวนและหลอกลวงประชาชนลงทุนผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างผิดกฎหมาย มีโทษหนัก อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน จำคุก 10 ปี และกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จำคุก 5 ปี” นายชัยวุฒิ กล่าว.



