สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 29 ต.ค. โดยอ้างจากรายงานของเดอะ เทเลกราฟ ว่า นายกรัฐมนตรีริชี ซูแน็ก กำลังพิจารณาต่อเวลาระงับการจ่ายงบประมาณ ในส่วนการช่วยเหลือ และการดำเนินงานต่างประเทศต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ปี เพื่อให้สัดส่วนดังกล่าวลงมาอยู่ที่เป้าหมายคิดเป็น 0.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
???? Rishi Sunak is considering freezing Britain’s foreign aid budget for an extra two years in a bid to balance Britain’s books https://t.co/Tst3YXGFko
— The Telegraph (@Telegraph) October 28, 2022
"It's a pity you don't pay [NHS staff] more… you need to try harder"
— BBC Politics (@BBCPolitics) October 28, 2022
On a visit to Croydon University Hospital, patient Catherine Poole, 77, tells Prime Minister Rishi Sunak "you need to look after [the NHS]"https://t.co/z3BNXigGaP pic.twitter.com/W6NIfeJKkb
มาตรการดังกล่าวมีการประกาศครั้งแรก เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ในสมัยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับ วิกฤติการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สร้างผลกระทบให้กับทุกโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งสั่นคลอนอย่างมากจากวิกฤติด้านสาธารณสุขครั้งนี้ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการต้องจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อการฟื้นฟูเสถียรภาพของประเทศในทุกด้าน

อย่างไรก็ตาม ซูแน็กซึ่งในเวลานั้นดำรงตำแหน่ง รมว.การคลัง เคยกล่าวว่า สัดส่วนรายจ่ายด้านนโยบายต่างประเทศของสหราชอาณาจักร ควรกลับมามีสัดส่วนที่ 0.7% ภายในปีงบประมาณ 2567-2568 เนื่องจากมีความกังวลว่า การลดงบประมาณส่วนนี้นานเกินไป อาจส่งผลต่อบทบาทของสหราชอาณาจักรบนเวทีโลก
ทั้งนี้ ผู้นำสหราชอาณาจักรลงพื้นที่โรงพยาบาลผู้สูงอายุมหาวิทยาลัยครอยดอน ในกรุงลอนดอน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยให้คำมั่นฟื้นฟูและยกระดับระบบบริการสาธารณสุขแห่งชาติ (เอ็นเอชเอส) ซึ่งยังคงเผชิญกับภาวะตึงตัวอย่างหนัก จากวิกฤติโรคโควิด-19 และพยาบาลในสังกัดมากกว่า 300,000 คน ทยอยผละงานประท้วงตั้งแต่สัปดาห์นี้ เพื่อเรียกร้องการปรับขึ้นค่าตอบแทน ให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อของประเทศ ซึ่งยังคงอยู่ที่ระดับสูงกว่า 10%.
เครดิตภาพ : REUTERS



