เมื่อวันที่ 15 พ.ย. นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวถึงแนวทางการตรวจสอบสารพิษอาหารในการประชุมเอเปคว่าเรื่องความปลอดภัยของอาหารในการประชุมเอเปคแบ่งเป็น 2 ส่วน 1.การให้คำแนะนำในการปรุงอาหารให้สุก สะอาด ปลอดภัยตามหลักสุขาภิบาลอาหาร เป็นหน้าที่ของกรมอนามัย และ 2.การตรวจสารพิษที่จะปนมาในอาหารเช่น สารโลหะหนัก สารหนูต่างๆโดยกรมวิทยาศาสตร์ จะตรวจเฉพาะมื้อสำคัญที่ถูกกำหนดไว้แล้ว เช่น รัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพ ผู้ร่วมรับประทานเป็นแขกที่สำคัญ ไม่ได้ตรวจทุกชามทุกคน ทั้งนี้ ในการตรวจจะมีทั้งการตรวจวัตถุดิบที่ใช้ปรุงอาหาร และจะมีการสุ่มตรวจตัวอย่างอาหารที่ปรุงเสร็จแล้วด้วย

นางเลขา ปราสาททอง ผอ.สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะตรวจในส่วนของอาหารผู้นำและภริยาผู้นำ ซึ่งไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ เนื่องจากผู้ติดตามจะใช้อาหารจากโรงแรมต่างๆ ที่มีการควบคุมดูแลมาตรฐานผู้ประกอบการ แต่อาหารผู้นำจะมีเมนูที่นอกเหนือจากโรงแรมด้วยโดยการตรวจว่ามีสารพิษผสมหรือไม่จะใช้หลักการตรวจภาวะเป็นพิษที่เรียกว่า แอนตีโคลีนเอสเตอเรส (Anty Cholinesterase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ร่างกายจะผลิตออกมาเมื่อได้รับสารพิษเข้าไป

โดยขั้นตอนการตรวจนั้นทางผู้ประกอบการอาหารจะส่งเมนูให้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อพิจารณาว่าเมนูนั้นๆ ใช้วัตถุดิบอะไรที่น่าจะเป็นตัวเสี่ยงต่อสารพิษ ก่อนสั่งวัตถุดิบมาปรุงเสิร์ฟวันนั้น นอกจากนี้ ยังมีการจัดทีมลงไปตรวจหน้างานอย่างใกล้ชิด เพื่อสุ่มตรวจก่อนเสิร์ฟ โดยจะเก็บอาหารที่ปรุงเสร็จ 1 ชุด มาตรวจด้วยชุดทดสอบอย่างง่าย ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาทีเชื่อว่าไม่กระทบเรื่องของการเสิร์ฟอาหารผู้นำ

“ดังนั้น การตรวจจึงไม่ใช่การตรวจว่าในอาหารนั้นมีสารพิษสารปนเปื้อนอะไรอยู่บ้าง แต่เป็นการตรวจจากเอนไซม์ในร่างกายเราเมื่อได้รับสารพิษ ว่าหากรับสารพิษจะมีสารเอนไซม์ตัวนี้ออกมา โดยจะมีค่ามาตรฐานอยู่ ว่าถ้าเกินระดับเท่านี้ถือว่าเป็นพิษและเป็นอันตรายต่อร่างกาย และหากสมมุติว่าเกิดกรณีขึ้นมาว่าเป็นพิษต่อร่างกายก็จะเอาตัวอย่างไปตรวจว่าเจอสารพิษอะไรบ้าง รวมถึงกรมวิทย์ฯ เป็นหน่วยงานกลาง หลังจากทดสอบจะเก็บตัวอย่างอาหารไว้ที่อุณหภูมิระดับติดลบ เพื่อรักษาตัวอย่างอาหารไว้ หากเกิดกรณีที่มีข้อสงสัยต่างๆ ขึ้นมาจะเอาตัวอย่างจากเราไปตรวจเพิ่มเติมได้” นางเลขา กล่าว.