เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ศ.ดร.สุรพงษ์ โสธนะเสถียร ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาความขัดแย้งภายในมหาวิทยาลัย มทร.พระนคร และถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย มทร.พระนคร ว่า ตามที่มติประชุมกรรมการสภา มทร.พระนคร ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2565 มีมติถอดถอนตนออกจากตำแหน่งนายกสภาฯ นั้น ตนได้มอบหมายให้ทนายความยื่นฟ้องผู้บริหาร มทร.พระนคร กับพวกรวม 4 คน กรณีจัดการประชุมสภา มทร.พระนคร เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2565 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อศาลปกครองกลางแล้ว เนื่องจากการประชุมดังกล่าวเป็นการเรียกประชุมหลังจากที่ตนปิดประชุมไปแล้ว จึงถือว่ามติถอดถอนตนเป็นโมฆะหรือไม่

นอกจากนี้ การที่จะถอดถอนนายกสภามหาวิทยาลัย ใน พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2548 มาตรา 16 ระบุว่า นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา 15 (3) (4) และ (5) มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสามปี แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หรืออาจได้รับเลือกใหม่อีกได้ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคหนึ่ง นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา 15 (3) (4) และ (5) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ (1) ตาย (2) ลาออก (3) ขาดคุณสมบัติของการเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยในประเภทนั้น (4) ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก (5) สภามหาวิทยาลัยมีมติให้ออกเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย บกพร่องต่อ หน้าที่หรือหย่อนความสามารถ (6) เป็นบุคคลล้มละลาย (7) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ โดยการพ้นจากตำแหน่งตาม (5) ต้องมีคะแนนเสียงลงมติไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการสภามหาวิทยาลัยเท่าที่มีอยู่ ซึ่งกรณีถอดถอนตนมีการดำเนินการตามมาตรา 16 วรรคสอง (5) ใช้คะแนนเสียงสองในสาม แต่กลับยังไม่ได้มีการพิสูจน์เลยว่า ตนมีความประพฤติเสื่อมเสีย บกพร่องต่อหน้าที่หรือหย่อนความสามารถหรือไม่ และทางกระทรวงการอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ก็มีหนังสือสอบถามมาด้วยเช่นกันว่าการถอดถอนตน ได้มีการพิสูจน์แล้วหรือไม่ว่ามีพฤติกรรมเสื่อมเสีย บกพร่องต่อหน้าที่

ศ.ดร.สุรพงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ตนยังได้ตั้งกรรมการสอบสวนวินัย อธิการบดี มทร.พระนคร ลงวันที่ 27 มิ.ย. 2565 ตามข้อเสนอของกรรมการสอบข้อเท็จจริง ลงวันที่ 28 เม.ย. 2565 กรณีการประชุมสภามหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2565 ซึ่งมีการประชุมลับหลังภายหลังที่นายกสภามหาวิทยาลัยได้กล่าวปิดประชุมแล้ว ซึ่งเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2565 คณะกรรมการสอบสวนวินัยได้รายงานผลการสอบสวนวินัย ระบุว่า จากพยานหลักฐานที่ปรากฏตามทางสอบสวน พิจารณาแล้วเห็นว่า อธิการบดี มทร.พระนคร ไม่ได้ดำรงตนอยู่ในกรอบบัญญัติของกฎหมายและข้อบังคับที่กำหนด มีพฤติกรรมลุแก่อำนาจ กระทำการโดยไม่เคารพกฎหมายและข้อบังคับของมหาวิทยาลัย และยังก้าวล่วงอำนาจของผู้บังคับบัญชา ขาดไร้ซึ่งคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล ทำให้เกิดความระส่ำระสายภายในองค์กร พฤติการณ์แห่งการกระทำของอธิการบดี มทร.พระนคร แสดงถึงวุฒิภาวะอันไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง ถือได้ว่าเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ว่าด้วยการบริหารส่วนงานภายในมหาวิทยาลัยพ.ศ. 2564 ข้อ 58 สมควรลงโทษไล่ออกจากราชการ ตามข้อ 67 แห่งข้อบังคับดังกล่าว ซึ่งตนได้ผลการสอบวินัยดังกล่าวไปให้ อว.แล้ว และในสัปดาห์หน้าจะส่งไปให้ อว.อีกครั้ง

“การลงมติถอดถอนผมออกจากนายกสภามหาวิทยาลัย เชื่อว่าเป็นเพราะผมเข้าไปตรวจสอบเรื่องการก่อสร้างตึกของ มทร.พระนคร แถวพระราม 7 ว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลหรือไม่ และได้ร้องเรียนเรื่องดังกล่าวไปที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว การมีมติถอดถอนผมออกจากนายกสภามหาวิทยาลัยไม่มีความเป็นธรรม นอกจากผมไปฟ้องที่ศาลปกครองแล้ว ผมยังได้ไปยื่นฟ้องหมิ่นประมาทอธิการบดี มทร.พระนคร ต่อศาลอาญา เพราะมีการพูดจากล่าวหาผมไว้หลายเรื่อง และยังได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบด้วย” ศ.ดร.สุรพงษ์ กล่าว.