สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 30 พ.ย. ว่า กระทรวงกลาโหมของสหรัฐเผยแพร่รายงานประจำปี ที่เป็นการประเมินศักยภาพของกองทัพปลดปล่อยประชาชน ( พีแอลเอ ) มีเนื้อหาในตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันพีแอลเอมีหัวรบนิวเคลียร์อยู่ในครอบครอง “มากกว่า 400 หัว” จนถึงสิ้นปี 2564


อย่างไรก็ตาม พัฒนาการทางทหารของจีนที่มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว จะช่วยเสริมสร้างให้พีแอลเอมีหัวรบนิวเคลียร์อยู่ในครอบครองเพิ่มเป็น 1,000 หัว ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นไปตามที่มีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ และ “หากไม่มีความเปลี่ยนแปลงในทางใด” จำนวนหัวรบนิวเคลียร์ของจีนจะเพิ่มเป็น 1,500 หัว ภายในปี 2578


ทั้งนี้ พล.อ.เว่ย เฟิ่งเหอ รมว.กลาโหมจีน กล่าวต่อที่ประชุมความมั่นคงระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก “แชงกรี-ลา ไดอะล็อก” ที่สิงคโปร์ เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ว่าโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของจีน ว่ามีความคืบหน้า “อย่างน่าประทับใจ” โดยเป็นการดำเนินการที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน “เพื่อป้องกันตัวเอง” และไม่มีทางที่จีนจะเป็นฝ่ายใช้อาวุธชนิดนี้ก่อน


ขณะที่ กระทรวงการต่างประเทศของจีนเคยเผยแพร่รายงานว่า สหรัฐและรัสเซียยังคงเป็นสองประเทศซึ่งครอบครองหัวรบนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก ด้วยสัดส่วน 90% ของปริมาณที่มีอยู่ทั้งหมดบนโลก ทั้งสองประเทศจึงควรเป็นผู้ดำเนินการก่อน ในการลดปริมาณอาวุธนิวเคลียร์ในคลังแสงของตัวเอง โดยปฏิบัติตามกรอบของข้อตกลงระหว่างประเทศที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ และมีผลผูกพันในทางกฎหมายระหว่างประเทศด้วย


นอกจากนั้น รัฐบาลปักกิ่งยังคงยึดมั่นมาตลอดกับหลักการที่เรียกว่า “No-First-Use” นั่นคือไม่โจมตีฝ่ายใดก่อนด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่ศักยภาพด้านอาวุธนิวเคลียร์ของจีน ณ ปัจจุบัน ถือว่า “อยู่ในระดับต่ำมาก” และเป็นไปด้วยเหตุผลเพื่อเสถียรภาพและความมั่นคงแห่งชาติเท่านั้น.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES