สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ว่าแม้สุนทรพจน์ของสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 ต่อสภาคองเกรสสหรัฐ จะอยู่ในกรอบของ “ความไม่ฝักใฝ่ทางการเมือง” แต่เนื้อหาที่ซ่อนเร้นอยู่ระหว่างบรรทัด กลับไม่ได้หลีกเลี่ยงประเด็นทางการเมืองเลยแม้แต่น้อย
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ดูเหมือนไม่ได้ถือสาอะไร โดยกล่าวเพียงว่า “เป็นสุนทรพจน์ที่ยอดเยี่ยมจนน่าอิจฉา” แม้การที่พระองค์ตรัสเกี่ยวกับแทบทุกหัวข้อในประเด็นโลก ซึ่งทรัมป์เคยกล่าวดูแคลนไว้ก่อนหน้านี้อย่างตรงไปตรงมา ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เป็นสิ่งที่ชาวอเมริกันสัมผัสได้อย่างชัดเจน
“เดอะ วอชิงตัน โพสต์” หนึ่งในสื่อใหญ่ของสหรัฐ พาดหัวหน้าหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ภายใต้มุกตลกและการรักษาธรรมเนียมปฏิบัติของพระเจ้าชาลส์ คือการตอบโต้ทรัมป์อย่างมีนัยสำคัญ” ส่วน “เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส” พาดหัวหน้าหนึ่งของตัวเองว่า “พระเจ้าชาลส์ทรงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจฝ่ายบริหาร”
สุนทรพจน์ของสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 ในครั้งนี้ เรียกได้ว่า เกิดขึ้นท่ามกลางห้วงเวลาสำคัญอย่างมากในรัชสมัยของพระองค์ เนื่องจากสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรกับสหรัฐกำลังตึงเครียดในหลายมิติ กระบวนการร่างสุนทรพจน์ในทุกขั้นตอน “จึงเป็นไปอย่างเข้มข้น”
เนื้อหาทั้งหมดในสุนทรพจน์ไม่ได้มาจากสำนักพระราชวังบักกิงแฮมฝ่ายเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อการนี้โดยเฉพาะ กับบ้านเลขที่ 10 ดาวนิงสตรีท หรือทำเนียบนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักร เพื่อให้มั่นใจว่า ทุกถ้อยคำที่สมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 ตรัสออกไป ผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลก่อนแล้ว และสอดคล้องกับทิศทางนโยบายต่างประเทศ
ขณะที่สมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 ทรงมีส่วนร่วมด้วยพระองค์เอง ทั้งในการทรงร่วมร่างเนื้อหา ทรงแก้ไขบางถ้อยคำด้วย “ปากกาสีแดง” ลงบนกระดาษร่างที่พิมพ์ออกมา ทรงเขียนความเห็นส่วนพระองค์ไว้ที่มุมกระดาษ ทรงขีดฆ่าบางข้อความ และทรงเติมเนื้อหาด้วยพระองค์เอง เพื่อให้เข้ากับน้ำเสียงและบุคลิกของพระองค์
สุนทรพจน์ดังกล่าวได้รับการปรับปรุงเนื้อหาจนแทบถึงนาทีสุดท้าย ก่อนพระองค์เสด็จขึ้นโพเดียมของสภาคองเกรส เนื่องจากทุกฝ่ายที่อยู่เบื้องหลังต้องการให้เนื้อหาทั้งหมดต่อสถานการณ์โลก ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
เนื้อหาทั้งหมดของสุนทรพจน์ล้วนต้องเป็น “การอ่านระหว่างบรรทัด” เนื่องจากมีการส่งสาส์นทางการเมืองที่แยบยลถึงทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็น การตรัสถึง มหากฎบัตร หรือกฎบัตรแมกนาคาร์ตา โดยทรงเน้นย้ำว่า “อำนาจบริหารต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบและถ่วงดุล” ซึ่งทรงเตือนสติทุกฝ่ายในสหรัฐ ท่ามกลางความกังวลเรื่องการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จของทรัมป์
แม้ทรัมป์วิจารณ์เรื่ององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) และสถานการณ์ในยูเครน แต่สมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 ทรงเน้นย้ำถึงความสำคัญของนาโต และทรงเรียกร้องทุกภาคส่วนให้มี “ความมุ่งมั่นที่ไม่ย่อท้อ” ในการช่วยเหลือยูเครน
ขณะเดียวกัน พระองค์ตรัสถึงความภูมิใจ ที่เคยรับราชการในกองทัพเรือสหราชอาณาจักร ตามรอยเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ พระราชบิดา ซึ่งมีการวิเคราะห์ว่า เนื้อหาส่วนนี้เป็นการที่พระองค์ทรงต้องการตอบโต้ การที่ทรัมป์เคยพูดจาเชิงดูหมิ่นกองทัพเรือสหราชอาณาจักร
นอกจากนี้ สมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 ทรงใช้คำว่า “นายกรัฐมนตรีของข้าพเจ้า” แทนเซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ สะท้อนจุดยืนปกป้องนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ซึ่งมักถูกทรัมป์พูดจาดูหมิ่นบ่อยครั้งในช่วงหลัง
ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ด้วยว่า สมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 พระราชทานพระราชดำรัสทั้งหมดซึ่งมีการขัดเกลามาอย่างดี ใช้ภาษาสุภาพ มีความอบอุ่น และเปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน เป็นการสร้าง “ภาพลักษณ์ที่ตัดกัน” กับสไตล์การพูดที่ดุดันและไม่มีระเบียบของทรัมป์
การที่พระองค์ทรงเรียกกรุงวอชิงตัน ว่าเป็นเมืองที่สะท้อนประวัติศาสตร์ร่วมกัน สื่อถึงสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3 และประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน ผู้นำคนแรกของสหรัฐ เรียกเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือจากทั้งสภาคองเกรสได้เป็นอย่างดี
สุนทรพจน์ครั้งนี้ถือเป็น “ภารกิจที่สำเร็จลุล่วง” ของสหราชอาณาจักร เมื่อพระมหากษัตริย์ซึ่งทรง “อยู่เหนือการเมือง” ตรัสเรื่องที่เป็น “การเมืองอย่างยิ่ง” ได้อย่างแนบเนียน พร้อมทั้งทรงเน้นย้ำคุณค่าร่วมกันของสองชาติ เพื่อพยายามเชื่อมประสานรอยร้าว ในความสัมพันธ์ที่กำลังสั่นคลอน.
เครดิตภาพ : REUTERS



