วันนี้ (2 ธ.ค.) แหล่งข่าวจาก คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยถึงกรณีงดการส่งสัญญาณดาวเทียมถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 2022 ไปยังจานซี-แบนด์ (C-Band) หรือจานดาวเทียมตะแกรงดำ จนเป็นเหตุให้เกิดจอดำ ว่า ไม่ใช่เป็นมติของบอร์ด กสทช. แต่เป็นมติที่ตกลงร่วมกันของผู้ประกอบการและผู้ให้บริการโครงข่าย MUX เพราะปัจจุบันระบบการเข้าสัญญาณของจานซี-แบนด์ เป็นแบบ BISSKY ซึ่งล้าสมัย โดย ฟีฟ่า ต้องการให้ใช้การเข้ารหัสขั้นสูง (CAS) ที่สามารถเปลี่ยนเข้ารหัสได้ตลอดเวลาจะทุก 5 นาที หรือ 15 นาทีก็ได้ เพื่อป้องกันปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์สัญญาณหลุดไปเพื่อนบ้าน แต่ จานซี-แบนด์ แบบรุ่นเก่าไม่สามารถทำได้ มีสัญญาณหลุดไปจนโดนฟีฟ่าแจ้งเดือนหลายครั้งจนอาจถูกยกเลิกสัญญาได้ขณะที่กล่องแบบ เคยู-แบนด์ (KU-Band) หรือ จานเล็ก ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเพราะมีเทคโนโลยีใหม่สามารถเข้ารหัสได้

“ผู้ให้บริการโครงข่ายดาวเทียม และ กกท. ที่เป็นผู้ถือสิทธิ จึงมีความเห็นร่วมกัน หากผู้ประกอบการรายใดสามารถแก้ไขได้ ก็ถ่ายทอดต่อได้ หากแก้ไม่ได้ก็ไม่ควรถ่ายทอดต่อ ไม่ได้มีการเลือกหรือเอื้อเอกชนรายใด ทั้งนี้ เพื่อป้องกันโดนฟีฟ่าตัดยกเลิกสัญญาทำให้จอดำไปทุกแพลตฟอร์มอดดูทั้งประเทศ”

แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า กรณีนี้ ไม่ได้เป็นปัญหาที่การส่งสัญญาณ แต่เป็นปัญหาในเรื่องข้อจำกัดของอุปกรณ์รับสัญญาณ จานซี-แบนด์ รุ่นเก่า ไม่รองรับเทคโนโลยีใหม่ เหมือนกรณีเราใช้มือถือ รองรับแค่ 2 จี หากอยากจะใช้ 5 จี ก็ต้องซื้อเครื่องใหม่จึงแนะนำว่าอาจจะหาเสาสัญญาณหนวดกุ้งมาใช้ก่อนซึ่งราคาหลักร้อยไม่ต้องไปซื้อกล่องใหม่ราคาหลักพัน หรือต้องหาช่องทางรับชมอื่นๆที่ถูกกฎหมายแทน

อย่างไรก็ตาม ต่อไปในอนาคตคงต้องมีการกำหนดมาตรฐานการเข้ารหัสสัญญาณสำหรับอุปกรณ์ของผู้ประกอบการที่จะนำมาขายในตลาดเพื่อให้มีมาตรฐานที่เพียงพอตามสากล เพราะการเข้ารหัสจะใช้เฉพาะตอนถ่ายทอดสัญญาณที่มีลิขสิทธิ์เท่านั้น แต่รายการทีวีทั่วไป ไม่จำเป็นต้องเข้ารหัสแบบนี้ ไม่เช่นนั้นในการถ่ายทอดบอลโลกครั้งต่อไปก๋จะมีปัญหาตามมาอีก

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า สำหรับกรณีที่ทางผู้บริการของ กกท.ออกมาระบุว่า ทาง กสทช.รับทราบสิทธิยิงสดบอลโลกทรู ตั้งแต่แรกนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากทางสำนักงานฯ ได้ทำเอ็มโอยูร่วมกันเมื่อวันที่ 14 พ.ย. แต่ กกท.ไปเซ็นเอ็มโอยูกับทรูในวันที่ 19 พ.ย. และแจ้งทางสำนักงานฯ หลังจากนั้น ซึ่งก่อนที่จะทำสัญญากับทรูก็ ไม่เคยแจ้งรายละเอียดและเคยหารือใดๆมาก่อน และเมื่อไปเซ็นมาแล้วค่อยมาบอกจึงทำให้การแก้ปัญหาต่างๆ ทำได้ยาก ทาง สำนักงานฯจึงได้ยื่นหนังสือเป็นการ (ยื่นโนติส) ให้ทาง กกท.แก้ไข หากไม่สามารถทำได้ตามก็ขอสงวนสิทธิ ในการเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย

“กกท.อาจจะคิดว่ายกสิทธิให้ทรูแล้ว ทางผู้ประกอบการไอพีทีวีรายอื่นๆ จะไปซื้อสิทธิต่อจากทรูก็จบสามารถออกอากาศได้ แต่ทาง ไอพีทีวี บอกว่าทำไมต้องไปซื้อ เพราะมีกฎ มัสต์แครี่ ซึ่งถูกบังคับให้ออกอากาศอยู่แล้ว จึงไม่มีการซื้อ จึงทำให้ผิดเแผนจากที่ กกท.คาดไว้ ซึ่งอาจไม่รู้ข้อกฎหมายของทาง กสทช.อย่างลึกซึ้ง จึงทำให้เกิดเป็นปัญหาตามมาในขณะนี้” แหล่งข่าวจาก กสทช. กล่าว.