เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ที่สำนักงาน ป.ป.ส. (ดินแดง) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อบูรณาการการทำงานและความเข้าใจในการยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน โดยมี 11 หน่วยงาน อาทิ นางพงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายจรูญ ธีรนานนท์ รักษาการอธิบดีอัยการสำนักงานคดียาเสพติด สำนักงานอัยการสูงสุด นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูล รองเลขาธิการ ป.ป.ส. พล.ต.ต.บรรพต มุ่งขอบกลาง รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และคณะกรรมการเข้าร่วมการประชุม

โดยนายสมศักดิ์ กล่าวว่า การประชุมกับคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินในวันนี้ เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันในการปราบปรามยาเสพติด และให้ทุกหน่วยงานทำความเข้าใจประมวลกฎหมายยาเสพติดใหม่ที่มีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 64 หลังจากที่เราใช้เวลาถึง 7 ปี จนจัดทำสำเร็จ เพราะถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตนขอให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินเห็นถึงความสำคัญของเครื่องมือนี้ เพราะก่อนที่ตนจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี มีการอายัดทรัพย์ได้ไม่เกินปีละ 900 ล้านบาทเท่านั้น ทั้งที่ข้อมูลของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime : UNODC) รายงานถึงมูลค่ายาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ มีมากถึงปีละประมาณ 2 ล้านล้านบาท น้อยกว่างบประมาณของประเทศเราเล็กน้อยเท่านั้น สิ่งนี้ทำให้เห็นว่าเครือข่ายยาเสพติดได้กระจายไปทั่วโลก

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ตนอยากให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ได้เห็นภาพรวมของมูลค่าที่มีมากขนาดนี้ แต่เราส่งศาลเพื่อยึดได้เพียงปีละ 20-30 ล้านบาทเท่านั้น สิ่งนี้แย่มากๆ เพราะจะทำให้ลูกหลานของเราและประเทศจมอยู่กับกองยาเสพติด อีกทั้งนอกจากการยึดทรัพย์สินแล้ว ตนมองว่ายังไม่พอ เราต้องบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนไหนที่เราดำเนินคดีไม่ได้ ต้องส่งต่อให้ สำนักงาน ปปง. และกรมสรรพากร เพื่อตรวจสอบด้านอื่นให้ครบวงจร ไม่เช่นนั้นลูกหลานเราจะไปต่อไม่ได้

นายสมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้ก็มีคนกล้าแจ้งเบาะแสเครือข่ายยาเสพติดขนาดใหญ่แล้ว ขณะนี้ผ่านมา 2 เดือน เรายึดอายัดทรัพย์ได้แล้ว 6,879 ล้านบาท ในช่วงต้นอาจจะล่าช้า เพราะต้องให้เวลากับเจ้าหน้าที่ทำความเข้าใจกับกฎหมายใหม่ แต่หากเข้าใจแล้ว การทำงานจะเร็วและเป็นไปตามเป้าหมาย เพราะการอายัดทรัพย์ นอกจากจะมีคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินคณะใหญ่แล้ว ยังมีคณะอนุกรรมการฯ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งปีหน้า หากตนกลับมาที่กระทรวงยุติธรรมอีก จะไม่กำหนดเป้าหมายแค่ 1 แสนล้านบาท แต่จะต้องเพิ่มแบบเลขยกกำลังเป็นหลายแสนล้านบาท

นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ ยังกล่าวชื่นชมนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่กล้าแจ้งเบาะแสเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ ถือว่าเป็นหนึ่งในตัวอย่างของผู้ที่เป็นพลเมืองดีที่มีความกล้า ซึ่งนายชูวิทย์ก็จะได้รับรางวัล 5% ของมูลค่าทรัพย์สินของกลุ่มจีนเทาด้วย หากมูลค่าทรัพย์ประมาณ 2,000 ล้านบาท นายชูวิทย์ก็จะได้รางวัล 100 ล้านบาท ส่วนกรณีข้อสงสัยถึงการโยกทรัพย์สินไปยังต่างประเทศ ตรงนี้ไม่ต้องห่วง เพราะเราได้มีการสืบทรัพย์ไว้แล้ว สามารถประสานไปยังประเทศปลายทางได้ และตามประมวลกฎหมายยาเสพติด เรามีอำนาจในการสืบและตามยึดทรัพย์กลับมาได้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ปีหน้าหลังการเลือกตั้ง นโยบายการยึดทรัพย์ตัดวงจรยาเสพติดจะถูกขับเคลื่อนต่อหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ขอให้มั่นใจได้ว่า กระทรวงยุติธรรม มีเจ้าหน้าที่ที่เข้มแข็ง เช่น ปลัดกระทรวง หรือหน่วยงาน ป.ป.ส. ที่เข้าใจงานอย่างถ่องแท้ จะสานต่องานด้านนี้ได้ และยังมีกฎหมายที่เป็นเครื่องมือหลัก เป็นปืนใหญ่ต่อสู้ยาเสพติด ดังนั้น ไม่ว่าใครจะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เราก็ยังมีเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้คอยขับเคลื่อนต่อไปได้ รวมถึงยังมีพลเมืองดี อย่างนายชูวิทย์ ตามมาอีกเรื่อยๆ.