เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จประทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ประจำปี 2565 ที่หอประชุม มวก. 48 พรรษา โดยปี 2565 มจร มีผู้สำเร็จการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 4,760 รูป/คน มีบัณฑิตที่เข้ารับปริญญาทั้งสิ้นจำนวน 2,742 รูป/คน โดยวันที่ 10 ธ.ค. มีผู้เข้ารับประทานปริญญาบัตรจำนวน 1,011 รูป/คน ขณะเดียวกันสภามหาวิทยาลัยได้อนุมัติมอบถวายปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จำนวน 64 รูป/คน และปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จำนวน 2 รูป/คน โดยบุคคลที่มีชื่อเสียงเข้ารับปริญญากิตติมศักดิ์ เช่น นายสมสะหวาด เล่งสะหวัด รองนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว, นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม เป็นต้น

พระธรรมวชิราภรณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับในปีนี้มีพระเถระชั้นผู้ใหญ่สามารถเรียนจบในระดับปริญญาเอกได้ คือ พระธรรมวชิราภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เจ้าคณะภาค 13 ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก หลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ และที่ถือว่าสร้างความทึ่งให้กับผู้ที่เข้ารับปริญญาบัตร พร้อมทั้งเสียงชื่นชมเป็นอย่างมาก คือ พระปลัดนิคม กตฺปญฺโญ วัดน้ำรอบ อ.พุ่นพิน จ.สุราษฎร์ธานี ที่มีอายุถึง 80 ปี แต่สามารถเรียนจบการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธได้  

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ

โดยภายหลังประทานปริญญาบัตร สมเด็จพระสังฆราช ได้ประทานพระโอวาท ว่า ขอแสดงมุทิตาจิตต่อผู้สำเร็จการศึกษาจาก มจร ด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจ อีกทั้งขออนุโมทนาในความวิริยอุตสาหะ และเสียสละของบรรดาผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร ตลอดจนผู้มีกุศลเจตนาต่อการศึกษาทางพระพุทธศาสนา และการศึกษาของชาติที่ช่วยกันปฏิบัติบริหาร และทำนุบำรุงกิจการมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ให้เจริญก้าวหน้าขึ้นโดยลำดับได้อย่างน่าชื่นชม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้พระราชทานกำเนิดมหาวิทยาลัยของท่านทั้งหลาย มีพระบรมราชปณิธานที่จะสร้างเสริมความเป็นปึกแผ่นมั่นคงให้บังเกิดแก่ประเทศชาติและพระบวรพุทธศาสนา จึงทรงวางรากฐานการศึกษาขั้นสูงสำหรับทั้งบรรพชิตและทั้งคฤหัสถ์ขึ้นในประเทศไทย โดยมี มจร เป็นหนึ่งในสถาบันสนองพระบรมราโชบาย  ท่านทั้งหลายผู้เป็นบัณฑิต จึงพึงสำนึกตนอยู่เสมอในอันที่จะสนองแนวพระราชดำริตามธรรมภาษิตซึ่งพระราชทานไว้ประจำตราแผ่นดินว่า “สพฺเพสํ สงฺฆภูตานํ สามคฺคี วุฑฺฒิสาธิกา” แปลความว่า “ความเป็นผู้พร้อมเพรียงแห่งชนผู้เป็นหมู่แล้วทั้งหลายทั้งปวง ยังให้ความเจริญสำเร็จ” ขอทุกท่านจงเร่งนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากสถาบันอุดมศึกษาในพระปรมาภิไธย ไปเสริมสร้างสันติสุขและสามัคคีธรรม ให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้นในหมู่พลเมือง และในหมู่คณะสงฆ์ ขอจงมีขันติธรรมและมีเมตตาธรรมในการสดับรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อันนำไปสู่วิธีการประสานประโยชน์กัน ด้วยน้ำใจปรองดอง เพื่อให้บัณฑิตทั้งหลาย ได้บรรลุถึงฐานะแห่งปัญญาชนผู้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม สามารถเป็นแสงสว่างนำทางส่องโลก สมตามคติพจน์ของมหาวิทยาลัยได้ทุกประการ

พระปลัดนิคม กตฺปญฺโญ

ด้านพระปลัดนิคม กล่าวภายหลังเข้ารับประทานปริญญาบัตร ว่า ต้องการเรียนให้ลูกหลานได้เห็นเป็นแบบอย่างว่า การเรียนรู้มีตลอดชีวิต ไม่มีการมาอ้างว่าแก่แล้ว การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นหัวใจของการพัฒนา

ทั้งนี้ทาง มจร กำหนดจัดพิธีประสาทปริญญาบัตรขึ้น 2 วัน คือ วันที่ 10-11 ธ.ค. โดยในวันที่ 11 ธ.ค. สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีพระบัญชาให้ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ปสฤทธ์ เขมงฺกโร) เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรรมการ มส. เป็นประธานในพิธีประสาทปริญญาบัตร อีกจำนวน 1,731 รูป/คน