เรียกได้ว่าทุกวันนี้โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง และต้องพยายามปรับตัวให้ทัน ตัวอย่างเช่น การสวมหน้ากากอนามัย ปรับบ้านให้อยู่สบายเพื่อ Work from Home หรือแม้กระทั่งการใช้จ่ายปัจจุบันที่หันทางทางช่องทางออนไลน์ ส่วนทางด้านภาคธุรกิจก็ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน ต้นทุนพลังงานสูง จึงนำดิจิทัลเทคโนโลยี พลังงานสะอาดมาใช้ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้มากขึ้น ขณะเดียวกันต้องดูแลสังคม สิ่งแวดล้อมให้ดีเพื่อส่งต่อทรัพยากรให้คนรุ่นถัดไป

เอสซีจี หรือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด กลุ่มบริษัทชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน ที่มุ่งพัฒนาและลงทุนในนวัตกรรมสินค้า บริการ และโซลูชันครบวงจรอย่างหลากหลาย จึงมุ่งพัฒนานวัตกรรมโซลูชันแห่งอนาคตให้ตรงกับความต้องการใหม่ๆ ให้ผู้บริโภคได้ใช้ชีวิตอย่างประหยัด ปลอดภัย สะดวก รักษ์โลก ประกอบด้วย พลังงานสะอาดครบวงจร สุขภาพและการแพทย์ ดิจิทัลโลจิสติกส์ นวัตกรรมกรีน สมาร์ทลิฟวิ่ง และหุ่นยนต์อัจฉริยะ ตอบสนองความต้องการของตลาดอาเซียนและโลกในอนาคต เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของสังคมให้ดีขึ้น ควบคู่กับการสร้างโลกที่สมดุลตามแนวทางการดำเนินธุรกิจ ESG 4 Plus ของเอสซีจี (มุ่ง Net Zero 2050 – Go Green – Lean เหลื่อมล้ำ – ย้ำร่วมมือ ภายใต้ความเชื่อมั่น โปร่งใส)

ซึ่งสอดคล้องกับเเนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals) เพื่อส่งมอบโซลูชันตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของลูกค้าและโลกในวันข้างหน้า พร้อมรับมือวิกฤตต่าง ๆ ทันท่วงที เพื่อก้าวไปด้วยกันอย่างยั่งยืน เพราะ “Your Next Chapter is Our Next Chapter”

โดยอีกหนึ่งโซลูชันที่ทางเอสซีจีให้ความสำคัญนั้นก็คือ “โซลูชันเพื่อการอยู่อาศัยอัจฉริยะ” (Smart Living Solutions) ซึ่งเป็นโซลูชันที่นำเทคโนโลยีดิจิทัล มายกระดับการอยู่อาศัยและการใช้ชีวิตให้ดีขึ้น ทั้งในด้านความสะดวก สบาย คุ้มค่า ตลอดจนส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยในการใช้ชีวิต เช่น โซลูชันติดตามดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วย และโซลูชันควบคุมคุณภาพอากาศที่นิยมแพร่หลายในโรงพยาบาล โดยเอสซีจีมีสัดส่วนของการพัฒนาสินค้าใหม่ (New Products Development – NPD) และ Service Solution เช่น กระเบื้องยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย (Hygienic Tiles) คิดเป็นร้อยละ 17 ในช่วง 9 เดือนของปี 2565 โดยสามารถแบ่งออกเป็นดังนี้

1.Smart Home Solutions ทุกวันนี้การใช้ชีวิตในอาคารได้เปลี่ยนไป ไม่เฉพาะการชีวิตที่ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งประหยัดพลังงานหรือทรัพยากรธรรมชาติ แต่ปัจจัยการระบาดของโควิด 19 ก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่เข้ามาพลิกโฉมความต้องการ ทำให้ผู้คนตระหนักถึงการใช้ชีวิตในอาคารได้อย่างปลอดภัย ไร้กังวลในทุกลมหายใจ
เอสซีจีตระหนักถึงความต้องการดังกล่าว จึงร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ พัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์ทุกการใช้งานภายในบ้านและภายในอาคาร อาทิ

“SCG Active Air Quality” เครื่องเติมอากาศดีให้บ้านและคอนโด พัฒนาขึ้นด้วยนวัตกรรมที่สามารถเติมอากาศดี สะอาด และปลอดภัย ขณะเดียวกันก็ช่วยดันฝุ่นและมลพิษที่ตกค้างออกไป และป้องกันไม่ให้มลภาวะภายนอกเข้ามา ด้วยหลักการ Positive Pressure ซึ่งต่างกับเครื่องฟอกอากาศทั่วไป ช่วยกรองฝุ่น PM 2.5 เชื้อโรค ไวรัส รวมถึงไวรัสโคโรน่า สาเหตุของ COVID 19 ได้ 99% และเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดเชื้อโรคที่อยู่ในอากาศภายในห้องอย่างต่อเนื่องด้วย SCG Bi-ion ระบบไอออนกำจัดเชื้อโรคในอากาศ

“SCG Active AIRflow™ System” โซลูชันการถ่ายเทอากาศและระบายความร้อน แก้ปัญหาบ้านอบอ้าว ด้วยหลักการระบายและถ่ายเทความร้อนจากตัวบ้านผ่านขึ้นทางโถงหลังคา ซึ่งเป็นพื้นที่หลักที่สะสมความร้อนของตัวบ้าน โดยช่วยเพิ่มการหมุนเวียนของอากาศภายในบ้าน นำอากาศเย็นไล่อากาศร้อน จึงช่วยลดอุณหภูมิให้บ้านเย็นลงได้ 2-5 องศา

“ระบบ Trinity – Smart Home Solution Smart Living Application” ที่สามารถรวมอุปกรณ์ IoT จำนวนมากไว้ในช่องทางเดียว เพื่อให้สั่งการ เช็คสถานะ ตั้งค่าอุปกรณ์ทั้งหมดได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ ให้การใช้งานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกทั้งรองรับเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ช่วยตรวจจับและแก้ไขความผิดปกติของอุปกรณ์ รวมไปถึงช่วย์วิเคราะห์ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการใช้งานอุปกรณ์แต่ละชิ้นได้อีกด้วย โดยระบบของ Trinity มีหลากหลายโซลูชันเพื่อการใช้ชีวิตที่ดี เช่น Smart living, Smart Mobility, Smart Health & Wellness, และ Smart Industry ซึ่งไม่เพียงดีต่อผู้ใช้งานเท่านั้น แต่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม หรือโลกใบนี้ด้วย ช่วยให้การชีวิตประจำวันมีความสะดวกสบายและง่ายขึ้น

2.Smart Building Solutions
“SCG Bi-ion” ระบบไอออนกำจัดเชื้อโรคในอากาศ มีหลักการทำงานด้วยการปล่อยอนุภาคประจุบวกและลบ ที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อโรคต่างๆ ในอากาศ เช่น เชื้อไวรัสรวมถึงตระกูลโคโรนาได้สูงสุดถึง 99% และแบคทีเรียในอากาศ รวมถึงช่วยลดฝุ่น PM10-PM2.5 โดยอนุภาคไอออนนี้มีอยู่ตามธรรมชาติ จึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อคนและสัตว์เลี้ยง ขณะ เปิดใช้งาน และมีการกำจัดเชื้อโรคแบบ Proactive ทันทีที่เปิดใช้เครื่องปรับอากาศ ทำให้มั่นใจในคุณภาพอากาศที่สะอาดปลอดภัยยิ่งกว่า โดยมีจุดเด่นคือ

  • ปลอดภัยต่อสิ่งมีชีวิต แม้ระบบกำลังทำงาน
  • ติดตั้งง่าย และใช้เวลาน้อยสามารถติดตั้งได้กับระบบปรับอากาศได้ทุกประเภท
  • ไม่มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเมื่อเทียบกับระบบกำจัดเชื้อโรคแบบอื่น

“SCG HVAC Air Scrubber”
นวัตกรรมบำบัดอากาศเสีย พร้อมลดภาระการทำความเย็นของระบบปรับอากาศ
ช่วยให้คนที่อาศัยอยู่ในอาคารมีสุขภาวะที่ดีจากการบำบัดอากาศภายในอาคาร พร้อมลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยการลดภาระการทำความเย็นของระบบปรับอากาศ เพื่อยกระดับมาตรฐานอาคารสู่อาคารประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืน

  • ลดการนำเข้าอากาศจากภายนอก ลดภาระการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ ช่วยประหยัดพลังงานจากระบบปรับอากาศ 30% เมื่อเทียบกับระบบปรับอากาศของอาคารแบบทั่วไป
  • ลดมลพิษในอากาศ ด้วยเทคโนโลยีดูดซับสารพิษกลุ่มก๊าซได้มากกว่า 30 ชนิด ช่วยให้สุขภาวะของคนในอาคารดีขึ้น ซึ่งระบบปรับอากาศแบบทั่วไปใช้การระบายอากาศอย่างเดียว
  • ลดต้นทุนของระบบปรับและระบายอากาศลงได้อีกจำนวนมาก อีกทั้งยังช่วยให้อาคารได้คะแนนมาตรฐานอาคารสีเขียว (LEED Certified) และมาตรฐานอาคารสุขภาวะ (WELL Certified) สูงขึ้น โดยไม่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ยังมี “ดิจิทัลเทคโนโลยีโซลูชัน” ที่ช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้ง่ายและสบายยิ่งขึ้น โดยได้นำดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามามีเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิต การทำงาน การจับจ่ายใช้สอยของผู้คน รวมถึงการทำธุรกิจ ช่วยอำนวยความสะดวก และทำให้การใช้ชีวิตเป็นเรื่องง่ายมีความปลอดภัยมากขึ้น ง่ายขึ้น เร็วขึ้น กว่าเดิม อาทิ

“เครื่องคิดเลขพูดได้” (One-Smart Calculator) หาผลลัพธ์ได้ทันใจ ให้การคำนวนเป็นเรื่องง่ายไม่ซับซ้อน นวัตกรรมเครื่องคิดเลขสั่งการด้วยเสียง ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขความซับซ้อนและลดเวลาในการหาคำตอบ เพียงแค่พูดก็จะทราบคำตอบทันทีผ่านระบบโต้ตอบที่เป็นภาษาไทย ในรูปแบบออฟไลน์ ช่วยเพิ่มโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่าย โดยเฉพาะกลุ่มผู้พิการทางสายตา ผู้ที่อ่านและเขียนหนังสือไม่ได้ โดยสามารถหาผลลัพธ์ของตัวเลขได้ตั้งแต่ บวก ลบ คูณ หาร ไปจนถึงระดับการถอดสมการ ซึ่งเทคโนโลยีสั่งการด้วยเสียงยังสามารถนำไปใช้กับเทคโนโลยีอื่น ๆ เพื่อทำให้สิ่งของเหล่านั้นสื่อสารและโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้

“ONE – Smart Faucet” ก๊อกน้ำ COTTO อัจฉริยะที่สามารถพูดได้ ด้วยระบบสั่งการด้วยเสียง “Voice Interface” ช่วยให้ผู้ใช้งานสั่งเปิด-ปิดควบคุมการใช้น้ำได้สะดวก ประหยัดน้ำได้มากกว่าเดิม อีกทั้ง ยังเป็นมิตรต่อผู้พิการทางสายตาให้สามารถใช้งานก๊อกน้ำได้สะดวกมากกว่าเดิม โต้ตอบด้วยภาษาไทยในรูปแบบออฟไลน์กับผู้ใช้งาน นอกจากนี้ยังช่วยลดการสัมผัสต่อจุดร่วมที่มักปะปนไปด้วยเชื้อโรค เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ได้

ซึ่งนวัตกรรมทั้งหมดนี้ อยู่ภายใต้การดำเนินงานของ “WEDO” (วี-ดู) ซึ่งเป็นหน่วยงาน Digital Office ภายใต้ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างของเอสซีจี หรือ “SCG Cement-Building Materials” ที่เกิดขึ้นเพื่อช่วยTransform ธุรกิจ ให้ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและเทคโนโลยี ช่วยให้องค์กรปรับรูปแบบการทำธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มความสามารถในการนำเสนอสินค้าและบริการที่ตอบสนองลูกค้าได้อย่างครบวงจรมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสร้างคุณค่าในรูปแบบใหม่ ๆ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและยืนหยัดในยุคที่ธุรกิจทุกแขนงถูก disrupt อย่างต่อเนื่อง ด้วย Best Practice 3 ประการคือ Design, Business และ Technology

นอกจากนี้ WEDO หน่วยงานด้านนวัตกรรมผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาธุรกิจใหม่ของ SCG ได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาทั่วประเทศได้ฝึกทำงานจริงกับเอสซีจี ภายใต้โครงการ “WEDO Young Talent Program” ในรูปแบบของ Micro Enterprise โดยที่ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้และฝึกฝนทักษะแห่งอนาคต ทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และเทคโนโลยี ผ่านรูปแบบการทำงานและการโค้ชชิ่งจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เพื่อพัฒนาโซลูชันที่ผสานดิจิทัลเทคโนโลยี ยกระดับการใช้ชีวิตให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น อาทิ

Brain Computer Interface (BCI) นวัตกรรมที่เปลี่ยนความคิดให้กลายเป็นการสื่อสาร เทคโนโลยีความร่วมมือกับทางโรงพยาบาลพญาไท ช่วยให้ผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายและพูดได้ เช่น ผู้ป่วยภาวะล็อคอินซินโดรม (Locked-In Syndrome) ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Amyotrophic Lateral Sclerosis – ALS) รวมถึงผู้ป่วยติดเตียง สามารถสื่อสารกับคนที่รักและครอบครัวได้ ผ่โดยจะมีอุปกรณ์รับสัญญาณซึ่งติดตั้งไว้ที่ศีรษะ เพื่อบันทึกคลื่นสมองก่อนส่งไปยังระบบคอมพิวเตอร์เพื่อให้คอมพิวเตอร์อ่านคลื่นสมองของผู้ป่วยและแปลสิ่งที่กำลังคิด โดยจะส่งสัญญาณไปยังหน้าจอมอนิเตอร์ เพื่อแปลเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยกำลังคิด เช่น รู้สึกกระหายน้ำ อยากปิดไฟ หายใจไม่ออก

“ทุกโซลูชันที่เอสซีจีพัฒนาขึ้น จะช่วยให้ผู้คนได้ใช้ชีวิตอย่างประหยัด ปลอดภัย สะดวก และยังส่งต่อทรัพยากรให้คนรุ่นถัดไปตามแนวทาง ESG 4 Plus อีกทั้งยังคงมุ่งมั่นวิจัยและพัฒนานวัตกรรมโซลูชันใหม่ๆ อยู่เสมอ พร้อมรับกับทุกสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”