“เกิด แก่ เจ็บ ตาย” เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ปัญหาคือทำอย่างไรจึงจะให้เป็นการลาจากอย่างมีคุณค่าต่อจิตใจ และจากไปอย่างหมดห่วง ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งและชีวาภิบาล จึงได้ก่อตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม “เยือนเย็น” ขึ้นมาในปี 2560 เพื่อที่จะให้ความช่วยเหลือและดูแลผู้ป่วยระยะท้าย ภายใต้แนวคิดการดูแลรักษาแบบประคับประคองอยู่ที่บ้านด้วยการให้คำปรึกษาและการดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อบำบัดอาการเจ็บปวดแก่ผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม ผู้ป่วยระยะท้าย และผู้สูงอายุ ให้ได้อยู่สบายที่บ้าน และจากไปอย่างหมดห่วง

ทั้งนี้ ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง “เยือนเย็น” วิสาหกิจเพื่อสังคมเพื่อดูแลผู้ป่วยระยะท้าย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้ามะเร็งและชีวาภิบ้าล กล่าวถึงเป้าหมายสำคัญในการจัดตั้งว่า เยือนเย็นก่อตั้งขึ้นมาจากความปรารถนาที่จะให้การช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งที่ไม่สามารถรักษาได้ ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย และผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพร้ายแรง ให้ได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและมีความสุขท่ามกลางการได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวในวาระท้ายของชีวิต ภายใต้การดูแลช่วยเหลือจาก “ทีมแพทย์เยือนเย็น” เพื่อให้คำแนะนำและวิธีการดูแลแก่ผู้ป่วยกับครอบครัว โดยนอกจากจะเป็นการช่วยให้ผู้ป่วยระยะท้ายจากไปอย่างสงบ ท่ามกลางความอบอุ่นของครอบครัวแล้ว ยังลดปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาพยาบาลของผู้ป่วยและครอบครัวอีกด้วย ทั้งยังรส่งเสริมให้สังคมไทยมีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลผ่านระบบอาสาสมัคร ซึ่งแนวคิดการรักษาผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคอง ภายใต้รูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคมนี้ยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ อันจะนำไปสู่ผลลัพธ์ในการที่จะบรรจุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ด้านการส่งเสริมการเข้าถึงบริการสาธารณสุขให้กับประชาชนอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันอีกด้วย

สำหรับ “รูปแบบการบริการ” นั้น ทางคุณหมออิศรางค์ ผู้ร่วมก่อตั้งเยือนเย็น กล่าวว่า เป็นแบบ one stop service ทั้งการดูแลรักษา การรับยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงการประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการและครอบครัว ซึ่งสามารถติดต่อกับทางเยือนเย็นได้โดยตรง โดยไม่ต้องรอการส่งต่อจากโรงพยาบาล เพื่อขอรับคำปรึกษาในการวางแผนดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่บ้าน และสำหรับการให้บริการนั้น ก็ประกอบด้วยการบริการรักษาแบบประคับประคอง ด้วยการให้การดูแล ให้คำแนะนำ และคำปรึกษาแก่ผู้ใช้บริการและครอบครัว เกี่ยวกับการใช้ยาและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ, จัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น, การให้ความรู้เกี่ยวกับการลดความเสี่ยงมะเร็งและทางเลือกในการรักษา, จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย รวมถึงจัดทำองค์ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง (Palliative care)

“กระบวนการรับบริการนั้น จะเริ่มด้วยการนัดหมายประชุมกับครอบครัวเพื่อให้ข้อมูล โดยหลังตัดสินใจใช้รับบริการก็จะให้ทำการสมัครและกรอกรายละเอียดต่าง ๆ จากนั้นทีมแพทย์จะนำข้อมูลไปวางแผนเพื่อจัดการดูแลผู้ป่วย ก่อนที่จะส่งแพทย์ไปเยี่ยมผู้ป่วยและครอบครัวที่บ้านเพื่อให้คำปรึกษาคำแนะนำและความรู้แก่ผู้ป่วย ครอบครัวและผู้ดูแล โดยผู้รับบริการสามารถขอคำแนะนำได้ตลอดเวลา” ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ ให้ข้อมูลในเรื่องนี้

ส่วน “ค่าบริการ” นั้น ทางคุณหมออิศรางค์ ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการใช้บริการของเยือนเย็น วิสาหกิจเพื่อสังคมจะขึ้นอยู่กับความสมัครใจ หรือตามกำลังความสามารถของผู้ป่วย หรือญาติผู้ป่วย โดยมอบเงินผ่าน “มูลนิธิยุวพัฒน์ เพื่อเยือนเย็นวิสาหกิจเพื่อสังคม” หรือผ่านทางการบริจาคขององค์กรและบริษัทต่าง ๆ ที่มีงบประมาณเพื่อสังคม (CSR) หรือผู้ที่สนใจ ที่ต้องการจะสนับสนุนการดำเนินงานของเยือนเย็น ซึ่งสามารถบริจาคผ่านทางมูลนิธิฯ ได้เช่นเดียวกัน โดยเงินบริจาคสามารถนำไปหักภาษีได้ ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้ โทรศัพท์ 080-7766712, 092-3750555 หรือทาง Line : yyen2018, yyen0555 หรือที่อีเมล์ [email protected] หรือที่ Facebook เยือนเย็น วิสาหกิจเพื่อสังคม

“ปัจจุบันเยือนเย็นมีเครือข่ายความร่วมมือที่พร้อมให้บริการทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงในต่างจังหวัด อาทิ เชียงใหม่ ชลบุรี ระยอง เพชรบุรี โดยจะเน้นที่กลุ่มเป้าหมายสำคัญอย่างผู้ป่วยมะเร็งและโรคร้ายแรงอื่น ๆ รวมถึงผู้ป่วยยากไร้ และผู้สูงอายุที่อยากอยู่บ้านจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เพื่อให้ผู้ป่วยได้ใช้ชีวิตที่มีคุณภาพและมีความสุขท่ามกลางการได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวและคนที่รักอย่างมีความสุขในวาระสุดท้ายของชีวิตเพื่อที่จะเป็นการปิดฉากชีวิตอย่างอบอุ่นและเป็นการอำลาที่งดงาม ที่จะเป็นความทรงจำที่ดีของทุกคนตลอดไป” ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง “เยือนเย็น” ย้ำถึงเจตนารมณ์สำคัญนี้ และนี่ก็เป็นอีกหนึ่ง “ธุรกิจเพื่อสังคมของคนไทย” ที่น่าส่งเสริมสนับสนุน ทั้งนี้การช่วยผู้ป่วยระยะท้ายให้ได้จากไปอย่างสงบไม่ทุกข์ทรมานนั้นนับว่าเป็นบุญใหญ่