“กระแสตอบรับหลังจากนำแนวคิดและนวัตกรรมของ moRE ไปร่วมแสดงที่งาน Maison and Objet 2022 ณ กรุงปรารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าตกแต่งภายในและดีไซน์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ทำให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ Sustainable Products ของประเทศไทยได้คุณภาพและมาตรฐานระดับสากล” ดร.จิระวุฒิ จันเกษม นักวิจัยอาวุโส ฝ่ายวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพและวัสดุ สถาบันนวัตกรรม ปตท. และ Project Leader โครงการ moRE กล่าวถึงผลตอบรับที่ได้หลังจากนำผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม Sustainable Products ฝีมือคนไทยไปร่วมจัดแสดงในงานดังกล่าว ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการแสดงศักยภาพและความมุ่งมั่นที่ต้องการช่วยลดปัญหาขยะและวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนของประเทศไทย

ย้อนกลับไปในปี 2017 ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “โครงการ moRE” ดร.จิระวุฒิ ได้เล่าถึงเส้นทางของเรื่องนี้ว่า สถาบันนวัตกรรม ปตท. ได้รับโจทย์จาก Café Amazon ว่าในแต่ละปีจะมี Waste จากกระบวนการผลิตเมล็ดกาแฟ คือ เยื่อกาแฟ หรือCoffee Chaff ที่มีลักษณะเป็นเปลือกหุ้มเมล็ดกาแฟบางๆ เกิดขึ้นมาจากกระบวนการคั่วกาแฟ

โดยกระบวนการคั่วกาแฟ 100 กิโลกรัม จะมีเยื่อกาแฟเกิดขึ้น 1 กิโลกรัม สถาบันฯ จึงคิดโครงการฯ นี้ขึ้นมา โดยมีเป้าหมายเพื่อค้นหาวิธีที่จะจัดการกับเยื่อกาแฟ โดยการพัฒนาในเจนเนอเรชันแรก ได้นำเยื่อกาแฟมาผสมกับวัสดุอย่างพลาสติกชีวภาพ ต่อจากนั้นจึงพัฒนามาสู่นวัตกรรมในเจนเนอเรชันที่สอง ด้วยการนำเยื่อกาแฟมาผสมกับขยะพลาสติกทั่วไป เพื่อลดการใช้พลาสติกและเพื่อแก้ปัญหาขยะพลาสติกไปด้วยในตัว โดยวัสดุที่พัฒนาขึ้นถูกนำมาผลิตเพื่อเป็นถาดรองแก้วสำหรับใช้ภายในร้าน Café Amazon แต่อย่างไรก็ดี สถาบันฯ มองไปถึงเป้าหมายที่ใหญ่มากขึ้น โดยเชื่อว่าน่าจะมีวิธีการอื่นๆ ที่สามารถทำอะไรได้มากขึ้นกับ Coffee Chaff หรือเยื่อกาแฟเหล่านี้ จนเกิดเป็นการพัฒนานวัตกรรมในเจนเนอเรชันที่สาม ที่ได้นำเยื่อกาแฟมาผลิตเป็นวัสดุเพื่อที่จะนำมาใช้ในการผลิตเฟอร์นิเจอร์และสินค้าอื่นๆ ภายใต้ชื่อแบรนด์ moRE”

“คำว่า moRE มีที่มาจากการนำ 2 คำหน้าของ Mocha และ Recycle หรือ Reuse มาผสม เนื่องจากจุดกำเนิดของเรามาจากการทำวิจัยเยื่อกาแฟ โดยหลังจากได้ชื่อแบรนด์แล้ว ได้มีการ Tag line ให้แบรนด์ว่า Waste is more เพราะเราไม่ได้มองแค่วิธีจัดการกับเยื่อกาแฟเท่านั้น แต่ตั้งใจจะขยายให้ครอบคลุม Waste ทั้งหมด” ดร.จิระวุฒิ กล่าวถึงแนวคิดนี้ ที่นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน หรือ Sustainable Products ขึ้น โดยได้นำผู้ออกแบบ ผลิต และจัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ Hoog” อย่าง บริษัท เอช จี เนกซ์ จำกัด เข้ามาร่วมกันพัฒนา เพื่อสะท้อนจุดยืนของ moRE ที่ต้องการสร้างสังคมที่ยั่งยืนผ่านการสร้างทางเลือกการบริโภคที่เข้าถึงได้

เจตนัตว์ ศุภพิพัฒน์ กรรมการบริษัท HG Next ผู้ผลิต ออกแบบ และจัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ไม้ ภายใต้ แบรนด์ Hoog” ที่ได้เข้ามาร่วมกับ moRE พัฒนาโครงการฯ เล่าว่า ได้ร่วมกับสถาบันนวัตกรรม ปตท. พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุที่ผลิตขึ้นจากเยื่อกาแฟ จนออกมาเป็นเฟอร์นิเจอร์ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ จากนั้นจึงต่อยอดไปสู่ไลน์การผลิตที่กว้างขึ้น สู่ Home Decoration คอลเลคชันแรกที่มีชื่อว่า The Primary Collection”

โดยแหล่งที่มาของวัตถุดิบของ moRE แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ประเภทแรก คือ ของเหลือใช้ที่เกิดในกระบวนการผลิตหรืออุตสาหกรรม (Post-industrial) เช่น เยื่อกาแฟ ฝุ่นผ้าทอ ที่เกิดระหว่างการผลิต และ ประเภทที่สอง คือ ของเหลือใช้ที่เกิดจากผู้บริโภค (Post-consumption) เช่น ฝาขวดน้ำ กล่องยูเอชที

สำหรับในขั้นตอนการออกแบบคอลเลกชันแรกนั้น เริ่มจากนำเศษวัสดุต่างๆ มาผนวกกับวัสดุรีไซเคิลจาก PP (Polypropylene) หรือ PE (Polyethylene) จนเกิดวัตุดิบที่ใช้งานได้หลากหลาย และมีความทนทาน เช่น หวายเยื่อกาแฟ (Coffee Rattan) ที่ผ่านการรีดจนเป็นเส้นและสามารถนำไปใช้งานทดแทนเส้นหวายจริง กับ แผ่นเยื่อกาแฟ (Plascoff) ที่เป็นการผนวกระหว่างเยื่อกาแฟกับพลาสติกรีไซเคิล รวมถึงวัสดุอื่นๆ ที่ตั้งใจพัฒนาขึ้นเพื่อทดแทนการใช้แผ่นพลาสติกใหม่ที่ยังมีคุณสมบัติเหมือนเดิม โดยวัสดุดังกล่าวได้รับการพัฒนาจนนำมาผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์ และ Home Decoration ต่างๆ เช่น Bound Chair, Bend Chair, Leaden Chair รวมถึงกระถางต้นไม้ และโคมไฟที่มีดีไซน์ที่มีเอกสารลักษณ์เฉพาะตัว เป็นต้น

ผลงานคอลเลคชันแรกนี้ได้รับการนำไปแสดงภายในงาน Maison and Objet 2022 ที่ประเทศฝรั่งเศส ทั้งนี้ จุดประสงค์ในการนำผลงานไปแสดงในงานสินค้าตกแต่งภายในและเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปครั้งนี้ เพื่อศึกษาและทดลองตลาด รวมทั้งยังช่วยให้เห็นโอกาสใหม่ๆ และความเป็นไปได้ที่จะนำ แบรนด์ประเทศไทยสู่ตลาดสากล โดยการจัดแสดงจะเน้นการโชว์ให้เห็นถึงศักยภาพของแบรนด์ moRE ใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.Sustainability 2.Innovation 3.Creativity

ภายในบูธนอกจากจะจัดแสดงผลงานในคอลเลคชันแรกแล้ว ยังนำวัสดุที่ได้รับการพัฒนาขึ้นจาก Waste ไปจัดแสดงอีกด้วย ซึ่งมีบูธจากประเทศไทยเพียงแห่งเดียวที่มีการนำทั้งผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมไปโชว์ภายในงานนี้ จนได้รับความสนใจและมีกระแสตอบรับที่ดีจากผู้เข้าชมงานที่มีทั้งบุคคลทั่วไป นักออกแบบ และ Distributor ชั้นนำจากหลายๆ ประเทศ

“พอผู้เข้าชมรู้ว่าเป็นแบรนด์จากไทย ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นมาก โดยกระแสตอบรับเป็นไปในเชิงบวก โดยเฉพาะความคิดสร้างสรรค์และไอเดียที่เรานำเยื่อกาแฟมาพัฒนา จนมีหลายคนสนใจอยากที่จะติดต่อขอเป็นคนนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในประเทศของเขา สะท้อนว่า moRE มีศักยภาพไปได้ไกลในระดับสากล” ผู้บริหาร Hoog ระบุ

“กระแสตอบรับที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้ไปออกงานนี้ ทำให้ทุกคนเกิดความมั่นใจในศักยภาพ moRE ที่เป็นแบรนด์ของประเทศไทย และยิ่งทำให้ทุกคนเชื่อมั่นถึงสิ่งที่เราทุกคนกำลังช่วยกันขับเคลื่อนอยู่ จนเราอยากที่จะขยายธุรกิจให้ moRE ทำอะไรได้มากขึ้น เพื่อที่จะไปได้ไกลเพิ่มขึ้น” ดร.จิระวุฒิ Project Leader โครงการ moRE กล่าว หลังแบรนด์ moRE ได้กระแสตอบรับดีมากจากการไปแสดงในงาน Maison & Objet 2022 ถึงขั้นมีผู้สนใจติดต่ออยากที่จะขอเป็นตัวแทนจำหน่าย Sustainable Products จากประเทศไทยในประเทศแถบทวีปยุโรปหลายประเทศ

นอกจากนี้ ดร.จิระวุฒิ กล่าวว่า ในอนาคตนั้น โครงการ moRE วางเป้าหมายว่า อยากเป็น Sustainable Products ของคนไทย ที่จะเข้าไปช่วยเรื่องของ Net Zero ให้ทุกคน ที่ต้องการจะทำเรื่องนี้ รวมถึงขยายเครือข่าย เพื่อหาคนมาช่วยกันแก้ปัญหาเรื่องนี้ เพราะจากการที่ moRE ได้ศึกษาและใช้ระยะเวลาในการค้นหาวิธีการรับมือมาอย่างต่อเนื่อง จึงมีองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถจะสนับสนุนทุกคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ส่วนอีกเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ในอนาคตก็คือ อยากผลักดันให้ moRE เป็นแบรนด์ของคนไทย ที่มีโอกาสเติบโตได้ในเวทีระดับโลก พร้อมกับยืนยันถึงเจตนารมณ์ที่สำคัญทิ้งท้ายว่า “สิ่งที่อยากทำสำเร็จ คือ อยากให้คนที่คิดถึง Waste ต้องคิดถึง moRE”