เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 ธ.ค. ที่ โรงแรมเดอะเดวิส บางกอก ซอยสุขุมวิท 24 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรครักประเทศไทย เปิดเผยว่า กระบวนการยุติธรรมสะดุด เพราะเริ่มต้นที่ตำรวจเป็นผู้ปรุงอาหาร แล้วให้อัยการเป็นผู้ชิมอาหาร ว่า สำนวนใช้ได้หรือยัง ก่อนจะส่งไปให้ศาลสถิตยุติธรรม บอกว่าอร่อยหรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำสำนวนให้ดีแต่แรกหรือไม่ ก่อนที่นายชูวิทย์จะเริ่มตั้งประเด็นคำถามถึงห้วงเวลาในการตรวจยึดยาเสพติดในคดีผับจินหลิง ในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาล (สน.) ยานนาวา ช่วงปลายเดือนตุลาคม จนถึงการจับกุมภรรยานายตู้ห่าวเมื่อวานนี้ (24 ธ.ค. 65)

น.1ไม่หวั่นไหวเสียกำลังใจ หลัง “ชูวิทย์”จี้เปลี่ยนตัวทำคดี “ตู้ห่าว”

“ดีแล้วล่ะที่ท่านไปจับ แต่ท่านจับช้าไปหน่อย ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค. จนถึงวันที่ 24 ธ.ค. คิดดูแล้วกันว่าระยะเวลา 2 เดือนนี้เสียไปเท่าไร?” นายชูวิทย์ กล่าวและเผยอีกว่า พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. คนนี้มาดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.65 และเมื่อวันที่ 26 ต.ค.65 ก็ดำเนินการตรวจยึดยาเสพติดประมาณ 4 กิโลกรัมในอาคารผับจินหลิง แต่กลับปล่อยเวลา 5 วัน ก่อนที่จะตรวจค้น ตรวจยึดยาเสพติดใน WipWup Car Wash หรือโกดังในพื้นที่เดียวกันในวันที่ 1 พ.ย.65 โดยใช้เวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น แทนที่จะตรวจค้นพร้อมกับอาคารผับจินหลิง ทั้งที่มีหลักฐานภาพกล้องวงจรปิดถึงการยุ่งเหยิงกับหลักฐานชัดเจน นี่คือกระบวนการทำให้สำนวนคดีอ่อน หรือแผนเซียนเหยียบเมฆ ซึ่งการที่ปล่อยเวลาไว้ 5 วัน มีพฤติการณ์ว่าคุณรอเคลียร์อะไรใน 5 วันนี้ ตนถามคำถามง่าย ๆ ว่าคุณเว้นอะไรไว้ 5 วัน แต่ตนยังหาเหตุผลอื่นไม่ได้ยกเว้นว่าคุณต้องการให้ปริมาณยาเสพติดที่ตรวจพบนั้นลดลง

นอกจากนี้ นายชูวิทย์ ยังเผยว่า เอกสารหลักฐานและพยานได้หายไปจาก สน.ยานนาวา และยังตั้งข้อสงสัยถึงการกรอกข้อมูลคดีในระบบฐานข้อมูล CRIME ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ไม่ระบุถึงวันตรวจผับจินหลิงในวันที่ 26 ต.ค.65 แต่กลับระบุวันตรวจ WipWup Car Wash ล่าช้าจากวันที่ 1 พ.ย.65 เป็นวันที่ 2 พ.ย.65 แทน ทั้งยังระบุว่า ไม่พบผู้กระทำผิด อันนี้มันผิดมหาศาลเลย คุณเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน ไม่ยอมตรวจค้นอาคารในพื้นที่วันเดียวกันและถ้าพิมพ์ผิดก็ต้องดู ศาลก็อาจจะมองว่ามีพฤติการณ์อันควรสงสัย และจะยกประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลยเพราะสำนวนคุณมันเละ

นายชูวิทย์ ยังอธิบายว่า เมื่อจัดว่าคดีนี้เป็นคดีนอกราชอาณาจักร ก็จะทำให้พฤติการณ์เป็นขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งอยู่ในอำนาจการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะโยนความรับผิดชอบไปให้ดำเนินการแทน ขณะที่ขบวนการในปัจจุบันก็ซับซ้อนยุ่งเหยิงมากอยู่แล้ว อย่างกรณีที่ดีเอสไอ เปิดเผยว่า นางพัชรินทร์ รับเงินจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เสมือนเป็นตัวแทนของนายตู้ห่าว และปลายทางของเงินไปหยุดที่บริษัท Modern Gems ซึ่งเรื่องนี้เหตุใดตำรวจจึงไม่ทราบ ทั้งที่มีการเรียกสอบปากคำนางพัชรินทร์หลายต่อหลายครั้ง เพราะฉะนั้นจึงตั้งข้อสงสัยว่าดีเอสไอที่มาสืบสวนคดีทีหลังถึงได้รู้ แต่ทำไมตำรวจที่สืบสวนมานานกลับเพิ่งมาออกหมายจับหลังผ่านมา 2 เดือน

นายชูวิทย์ ยังฝากไปยัง น.ส.นารี ตัณฑเสถียร อัยการสูงสุด ซึ่งจะรับสำนวนคดีนี้ต่อไปนั้น ว่า คดีนี้ตำรวจเอาสำนวนเน่ามาให้ สำนวนมันเละมาตั้งแต่วันแรกแล้วต้องระวัง และยังเตือน พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ให้ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง พ้นจากตำแหน่ง ผบช.น.

“ผมจะจับให้มั่น คั้นให้ตาย ประชาชนอย่างผมจะตรวจสอบว่าคุณทำงานไม่เป็น ดองหมายจับ เรื่องมันวุ่นวายสับสนเพราะคุณทำสำนวนไม่เป็น ถ้า ผบ.ตร. ไม่เปลี่ยนเก้าอี้ ผบช.น. เก้าอี้ ผบ.ตร. ก็จะสั่นด้วย” นายชูวิทย์ ระบุ

ทั้งนี้ นายชูวิทย์ ยังระบุอีกว่า ถึงขณะนี้นายตู้ห่าว ก็ยังไม่ถูกแจ้งข้อหาฟอกเงิน โดนเพียงแค่คดียาเสพติด ซึ่งพยานหลักฐานในคดียาเสพติดก็ไม่แน่นหนา พยานบุคคลซึ่งเป็นคนจีน 2 คน แม้จะให้การเป็นประโยชน์ในชั้นพนักงานสอบสวน แต่ในชั้นศาลเชื่อว่าน่าจะกลับคำให้การ ไม่มีทางซัดทอดชาวจีนด้วยกันแน่นอน ส่วนพยานที่เหลือ บางส่วนที่ถูกปล่อยตัวก็ได้บินออกนอกประเทศไปอยู่กัมพูชาหมดแล้ว เหลือเพียงพยานหลักฐานว่านายตู้ห่าวออกเช็คจ่ายค่าน้ำค่าไฟ และเป็นผู้เช่าสถานที่ ซึ่งก็ไม่ได้บ่งชี้ว่านายตู้ห่าวเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งถ้านายตู้ห่าวหลุดคดียาเสพติดก็เท่ากับหลุดคดีทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้นายชูวิทย์ เตรียมจะเข้าพบอัยการสูงสุดเพื่อติดตามในความผิดฐานฟอกเงิน และคดีนอกราชอาณาจักร พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อให้การทำสำนวนส่งฟ้องสมบูรณ์มากที่สุดในฐานะประชาชนทั่วไป.