กรณีภาครัฐเดินหน้าปราบปราม “นอมินี” บนเกาะพะงัน-เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี อย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ยังไปพบเบาะแส ชาวอิสราเอล แห่เข้ามาลงทุนทำหลากหลายธุรกิจ โดยเฉพาะบนเกาะพะงันที่สำคัญยังพบว่า มีบางคนปักหลักอยู่ไทยนานกว่า 10 ปี จนยื่นขอสัญชาติไทยได้แล้ว จนถึงขั้นเริ่มจัดตั้งโบสถ์ยิว มีทั้งในกรุงเทพมหานคร-เชียงใหม่-สุราษฎร์ธานี พร้อมยังชักชวนเพื่อนร่วมชาติอิสราเอลเข้ามาไทย แล้วทำธุรกิจผ่านนอมินี ตามที่เสนอข่าวมาอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น
แฉ ‘นอมินี-ยิว’ ทำธุรกิจ ‘พะงัน-สมุย’ หลายรูปแบบ เหตุปักหลักในไทยมานานกว่า 10 ปี จนได้สัญชาติ
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ทีมข่าวเฉพาะกิจส่วนกลาง ได้รับรายงานยืนยันว่า มีชาวอิสราเอล ที่เข้ามาพำนักเมืองไทยแล้วได้สัญชาติมีมานานแล้ว ก่อนหน้านี้ มีประกาศกระทรวงมหาดไทย ในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2566 การได้รับสัญชาติไทย “กรณีหญิงต่างด้าวสมรสกับชายผู้มีสัญชาติไทย” ให้ได้รับสัญชาติไทย 19 ราย มีหลายประเทศด้วยกัน และ 1 ใน19 นั้นมีหญิงชาวอิสราเอล 1 ราย ระบุสมรสกับชายผู้มีสัญชาติไทย (แปลงสัญชาติจากอิสราเอล) นอกจากนั้นเช็กข้อมูลย้อนหลังไป วันที่ 7 พ.ย.2560 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศชาวต่างด้าวทั่วไปที่ได้ยื่นขอแปลงสัญชาติตาม มาตรา 10 พ.ร.บ.สัญชาติ 2508 จำนวน 55 ราย โดยมีกลุ่มชาวอิสราเอล ได้รับการแปลงสัญชาติ 5 ราย (ผู้ใหญ่ 3 ราย,เด็ก 2 ราย)
ภายหลังจากชาวอิสราเอล 3 ราย ได้รับสัญชาติไทย ในปี 2560 พบว่า เริ่มปักหลักลงทุนทำธุรกิจในประเทศไทย จัดตั้งบริษัทนิติบุคคล อีกทั้งยังพบว่า ทั้ง 3 คน ไปมีรายชื่อเป็นกรรมการร่วมในบริษัทอื่นๆรวม 28 บริษัท กระจายอยู่ในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร, เชียงราย, ภูเก็ต รวมถึงในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน และอ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีบริษัทแม่ที่เป็นกิจการในอสังหาริมทรัพย์ ทั้งการซื้อขาย ,ให้เช่า,นายหน้าจัดหาเกี่ยวกับที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ส่วนนิติบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องก็เป็นกิจการที่ครอบคลุมการให้บริการด้านการท่องเที่ยว เช่น กิจกรรมการนำเที่ยว โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร การนำเข้าวัตถุดิบเพื่อประกอบอาหารตามหลักศาสนา ไม่เว้นแม้แต่กิจการขายส่งเชื้อเพลิงเหลว ที่สำคัญคือ ยังมีบริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการอื่นๆอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการนำเสนอข่าวภาครัฐเดินหน้าปราบปราม “นอมินี” อย่างจริงจัง ทีมข่าวเฉพาะกิจส่วนกลาง ยังได้รับแจ้งเบาะแสถึงข้อมูลในพื้นที่อ.เกาะพะงัน ว่า ขณะนี้หนึ่งในบริษัทของชาวอิสราเอล มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการท่องเที่ยวบนเกาะพะงัน กำลังเดินหน้าโครงการก่อสร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของชาวอิสราเอล รวมถึงประกอบกิจการลงทุนด้านโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร ฯลฯ เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐกำลังลุยตรวจสอบคดีนอมินี คนในพื้นที่จึงอยากให้เข้ามาตรวจสอบโครงการฯดังกล่าวบนเกาะพะงันอย่างจริงจังเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการตรวจสอบรายงานงบดุลทางบัญชีและระบบการเสียภาษีย้อนหลัง เป็นเงินจากบริษัทต่างชาติที่เข้ามาร่วม ลงทุนในบริษัทของชาวอิสราเอล (สัญชาติไทย)จริงหรือไม่ หรือเป็นการทำธุรกรรมอำพรางเพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ที่นำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยมีจุดประสงค์ให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทย
ขณะที่แหล่งข่าว กรมการปกครอง เปิดเผยว่า ชาวอิสราเอล มีการขอสัญชาติใน “กลุ่มนักลงทุน” ทำตามขั้นตอนอย่างถูก พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508โดยรุ่นบุกเบิก นำเงินเข้ามาลงทุนในไทย ประมาณปี2536 ประกอบธุรกิจ ประเภทร้านอาหารตามหลักศาสนาของชาวยิว จากนั้นรุ่นหลังๆเริ่มเข้ามายื่นขอได้รับสัญชาติไทย เมื่อปี 2560 หลังจากนั้นก็เริ่มกระจายไปทำธุรกิจทั้งในกรุงเทพมหานคร และตามแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง โดยเฉพาะ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน, อ.เกาะพะงัน และอ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ที่มีชาวอิสราเอลนิยมไปท่องเที่ยว กระทั่งมาเกิดปัญหานอมินี มีชาวต่างชาติหลายประเทศกระทำความผิดทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ จะได้หารือกับตำรวจและหน่วยงานด้านความมั่นคงว่า มีชาวอิสราเอลที่ได้สัญชาติไทยแล้ว เข้าไปมีส่วนร่วมด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะหากประกอบธุรกิจใดที่พฤติกรรมฉ้อฉล คดีอาญาร้ายแรง สุ่มเสี่ยงกระทบความมั่นคงของไทย ถึงขึ้นจะส่งผลได้ให้ถูกถอนสัญชาติได้.



