จากกรณี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สำนักงาน ผบ.ตร. สนธิกำลังหลายหน่วยลงไปปฏิบัติการปราบปราม “นอมินี” กวาดล้างจับกุมชาวต่างชาติประกอบธุรกิจโดยใช้คนไทยถือหุ้นแทน รูปแบบเป็นกลุ่มบริษัทนิติบุคคล เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ในพื้นที่บนเกาะสมุย–เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี จนสามารถประเดิมจับกุมชาวต่างชาติ 20 ราย แจ้งเอาผิดตามกฎหมายนำตัวส่งฝากขังศาลสมุย ค้านประกันตัว ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 26 พ.ค. พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนในคดีปราบปรามนอมินี บช.ภ.8 เปิดเผยว่าได้รับรายงานจาก พ.ต.อ.อภิชาต จันทร์สำเร็จ ผกก.สภ.เกาะพะงัน ถึงความคืบหน้าในการขออำนาจศาลเกาะสมุยฝากขังผู้ต้องหา และฟ้องผู้ต้องหา จำนวน 12 ราย 13 คดี ด้วยวาจา ต่อศาลจังหวัดเกาะสมุย ว่า ในการขออำนาจศาลฝากขังผู้ต้องหา 8 ราย การอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ด้วยหลักประกันเงินสดจำนวน 30,000 บาท

โดยศาลได้ทำการยึดหนังสือเดินทางของผู้ต้องหาทั้งหมดไว้ ส่วนการฟ้องด้วยวาจา พนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุยได้คืนสำนวน 4 คดี ผู้ต้องหา 5 คน ให้กับคณะพนักงานสอบสวนและให้สืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมเนื่องจากเข้าข่ายว่าเป็นบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งให้คนไทยเป็นนอมินีเพื่อดำเนินธุรกิจ ซึ่งศาลได้ตัดสินผู้ต้องหา 7 ราย 9 คดี ในข้อหา ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ให้พิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน ปรับ 30,000 บาท ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพเป็นเหตุให้ลดโทษเหลือกึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 ปี 3 เดือน ปรับ 15,000 บาท โดยโทษจำให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี และศาลยังได้มีคำสั่งเพิ่มเติมไปยังสำนักงานที่ดินให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดินของจำเลยทั้ง 7 ราย

อย่างไรก็ตาม ทีมข่าวเฉพาะกิจส่วนกลาง ที่ลงไปเกาะติดในพื้นที่ยังได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดี ว่าพบกลุ่มบุคคลต่างชาติ ที่ทำธุรกิจด้านการศึกษาและการท่องเที่ยว รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ อ.เกาะสมุย อ.เกาะพะงัน ได้รับสัญชาติไทย รวมถึงมีการถือบัตรประชาชนของประเทศไทย มีหมายเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 81033

เมื่อทีมข่าวตรวจสอบข้อมูลในเบื้องต้น รวมถึงได้รับการยืนยันข้อมูลจากหน่วยงานด้านความมั่นคงว่า ชาวต่างชาติ ซึ่งได้รับสัญชาติไทย เข้ามาทำธุรกิจและเป็นกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทสำคัญต่อภาคธุรกิจของชาวอิสราเอล โดยบุคคลทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องกัน ได้รับการแปลงสัญชาติพร้อมกัน มีการจัดตั้งบริษัทนิติบุคคลดำเนินกิจกรรมในบริษัทต่าง ๆ เฉพาะในพื้นที่อำเภอเกาะสมุยและเกาะพะงันถึง 26 บริษัท ทำธุรกิจหลายรูปแบบ อาทิ ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก และธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นายหน้าขายที่ดิน รวมถึงเป็นบริษัทที่ปรึกษาในการจัดหาที่ดินที่ไม่ใช่เพื่อที่อยู่อาศัย

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ยังได้สอบถามข้อมูลเรื่องนี้กับทาง สว.ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เลขานุการและโฆษก กมธ.การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายในการแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว ในลักษณะการใช้ชาวไทยเป็นตัวแทนอำพรางเพื่อจัดตั้งบริษัทนิติบุคคล หลังเกิดปัญหาการต่อต้านชาวอิสราเอลในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน ส่วนตัวตนมองว่า เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เนื่องจากเราปล่อยให้บุคคลต่างชาติเหล่านั้นเข้ามาทำธุรกิจและดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว จึงเป็นการยากที่จะเข้าไปแก้ไขให้เบ็ดเสร็จในคราวเดียวกัน

สว.ไชยยงค์ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ตนได้รับแจ้งเบาะแสข้อมูลว่ามีกลุ่มชาวอิสราเอล ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในฐานะ ผู้เผยแพร่ทางศาสนา และเริ่มประกอบธุรกิจ โดยมีที่ปรึกษาเป็นทนายความชาวไทยมาตั้งแต่ปี 2552 ปัจจุบันชาวอิสราเอลกลุ่มนี้ ได้รับสัญชาติไทย เมื่อปี 2560 และมีบทบาทในการจัดตั้ง สมาคมชาวยิวแห่งประเทศไทย รวมถึงเป็นผู้บริหารโบสถ์ยิว หรือชาบัด (Chabad House) ทั่วประเทศอย่างถูกกฎหมาย มีประมาณ 7 แห่ง คือ กรุงเทพฯ 2 แห่ง ใกล้ถนนข้าวสาร และ สุขุมวิท ซอย 22, อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน, ถนนช้างคลาน จ.เชียงใหม่, เกาะสมุย เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.ภูเก็ต

“การจัดตั้งโบสถ์ยิว ที่ดำเนินการภายใต้มูลนิธิชาบัดแห่งประเทศไทย และเป็นไปตามหลักการที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ให้การรองรับเสรีภาพในการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนา แต่จากการตรวจสอบพบว่า กลุ่มบุคคลเหล่านี้ที่ได้รับสัญชาติไทย แล้วไปประกอบธุรกิจเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาติเดียวกัน แต่บางคนมีพฤติกรรมในการชักชวนเพื่อนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจ ในลักษณะใช้ “นอมินี” คนไทยเป็นเจ้าของกิจการแทน” สว.ไชยยงค์ กล่าว.