จากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในจังหวัดที่พบผู้ป่วยในอัตราที่สูง ส่วนหนึ่งเป็นผู้ป่วยจากนอกพื้นที่ ประกอบกับเมื่อช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ประชาชนยังคงมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับโควิด-19 ขณะที่ตัวเลขผู้ป่วยในชุมชนได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อาจารย์สุรเดช ลุนิทรานนท์ หัวหน้าโครงการ การพัฒนารูปแบบและแนวทางการทำงานเพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคประชาชนในการสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ กรณีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พื้นที่เชียงใหม่ ภายใต้การสนับสนุน จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมาว่า มีการติดเชื้อในชุมชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการระบาดแบบคลัสเตอร์ แต่สิ่งที่พบคือตัวเลขผู้ติดเชื้อในชุมชนจริง ๆ สูงกว่าตัวเลขที่ทางการรายงาน ทำให้เกิดภาวะคอขวดในการเข้าถึงระบบการรักษาและการคัดกรอง แม้จะมีการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐ แต่ก็ยังเกิดภาวะการกระจุกตัวเรื่องการเข้าถึงระบบการให้บริการในช่วงแรก ซึ่งผู้ป่วยต้องรวมตัวกันอยู่ที่จุดคัดกรองจากของส่วนกลางเป็นหลัก ประกอบกับชุดตรวจ ATK ในช่วงนั้นมีราคาสูง ประชาชนไม่มีความรู้ความเข้าใจวิธีการคัดกรองเบื้องต้นด้วย ATK จนทำให้เกิดปัญหาการเข้าถึงระบบการให้บริการแบบปฐมภูมิ ดังนั้นจึงทำให้เกิดแนวคิดที่ว่า หากมีการพัฒนาระบบ และการทำงานร่วมกันของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน โดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังเรื่องสถานการณ์โควิด-19 ด้วยกัน แม้จะเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับประชากรในพื้นที่ แต่ก็จะเป็นเรื่องที่ดี

“แนวคิดที่สำคัญของโครงการนี้คือ มีความเชื่อว่า ประชาชนจะต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ป้องกันการระบาดตั้งแต่ต้นทาง จึงให้ความสนใจในประเด็นการเฝ้าระวังตนเองภายในชุมชน ให้เกิดระบบการบริหารจัดการในเรื่องของสุขภาพเป็นพื้นฐานก่อน ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการที่เราจะไปใช้บริการหรือเข้าถึงเรื่องของระบบบริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน” อาจารย์สุรเดช กล่าว

อาจารย์สุรเดช กล่าวว่า ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่มีชุมชนทั้งหมด 97 แห่ง โดยได้เลือกพื้นที่ในการดำเนินโครงการทั้งหมด 4 แห่ง ซึ่งแต่ละชุมชนมีบริบททางสังคมที่แตกต่างกัน ได้แก่ 1.ชุมชนนันทาราม ซึ่งมีประชากร 159 ครัวเรือน เป็นคนสูงวัยและวัยทำงาน มีทั้งคนพื้นถิ่นและต่างถิ่น 2.ชุมชนวัดเกต มี 735 ครัวเรือน เป็นคนสูงวัยและวัยทำงาน เป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายทางศาสนา มีทั้งชาวมุสลิม ชาวซิกข์ คริสต์ และชาวพุทธ ส่วนชุมชนที่ 3 คือ ชุมชนหัวฝาย มี 449 ครัวเรือน และ 4. ชุมชนกำแพงงาม มี 250 ครัวเรือน ซึ่ง 2 ชุมชนนี้ เป็นชุมชนที่มีความหนาแน่นของประชากรค่อนข้างสูง (ชุมชนแออัด) เป็นพื้นที่ ที่มีทั้งคนพื้นถิ่น คนต่างถิ่น คนต่างชาติพันธุ์ ส่วนใหญ่ฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างลำบาก

ทั้งนี้ แต่ละชุมชนที่ดำเนินโครงการ มีประเด็นเรื่องการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการเกี่ยวกับสุขภาพในสถานการณ์โควิด-19 หรือบางชุมชนเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษที่ต้องเจอกับผู้คนที่มาจากต่างถิ่น ดังนั้นความเสี่ยงต่อการที่ไปสัมผัสกับเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงแตกต่างกัน หากได้รับการขับเคลื่อนหนุนเสริมประเด็นเรื่องสุขภาพและการเฝ้าระวังเรื่องโควิด ก็จะทำให้ทราบว่าชุดเครื่องมือที่นำไปใช้จะสามารถใช้กับชุมชนที่มีความต่างด้านบริบทกันได้หรือไม่ อย่างไรบ้าง

สำหรับการดำเนินโครงการ เนื่องจากเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ ไม่มีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) แต่มีภาคีเครือข่ายที่เป็นโรงพยาบาลในพื้นที่เข้ามาทำงานร่วมกัน โดยมีบุคคลที่สำคัญที่สุดคือ อาสาสมัครทางสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ถือเป็นมดงานที่สำคัญ เพราะเข้าใจปัญหาในระดับครัวเรือน ความเสี่ยงของแต่ละครัวเรือนที่แตกต่างกัน และเป็นกลุ่มบุคคลที่เข้าถึงข้อมูลในระดับชุมชนที่สูงมาก ดังนั้นจึงเลือกขับเคลื่อนผ่านกลุ่มแกนนำ อสม. เป็นหลัก

“ทั้ง 4 ชุมชนที่ดำเนินโครงการ พบว่ามีความโดดเด่นและมีนวัตกรรมการดูแลในพื้นที่ที่แตกต่างกันตามบริบทและเงื่อนไขของแต่ละชุมชน เช่นในชุมชนหัวฝายและชุมชนกำแพงงาม พบว่ามีนวัตกรรมเป็นรูปธรรมและแตกต่างจากพื้นที่อื่น ๆ มากที่สุดคือ “HI รวมหมู่” ที่เกิดขึ้นมาจากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนสร้างกฎกติกามารยาทในการใช้ แล้วเกิดการบริหารจัดการตนเอง โดยไม่ได้แยกขาดจากการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพของภาครัฐ โดยในชุมชนกำแพงงามก็มีความต่างออกไปเล็กน้อยเพราะมีกลุ่มประชากรชาติพันธุ์ด้วย ทำให้มีการสร้างกลุ่มอาสาสมัครสุขภาพชาติพันธุ์ที่เป็นจิตอาสา เพื่อสร้างความเข้าใจและถ่ายทอดการดูแลรักษาตัวเองก่อนติดเชื้อและหลังติดเชื้อโควิด-19 และจัดการความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ ทำให้ภาพรวมการระบาดก็เริ่มลดลงตามลำดับ”

อาจารย์สุรเดช กล่าวว่า สิ่งที่ค้นพบจากการดำเนินโครงการใน 4 ชุมชน คือ การมีส่วนร่วมของชาวบ้านในทุกพื้นที่ ทั้งการเสนอแนวความคิด สิ่งที่ต้องการจะทำ ซึ่งคณะทำงานโครงการฯ มีหน้าที่เป็นฟันเฟืองที่จะทำให้ชุมชนไปถึงเป้าหมาย พร้อมสรุปบทเรียนแลกเปลี่ยนกันอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดโครงการ “อสม. Hub” ซึ่งเกิดจากการลงคะแนนเสียงร่วมกันของแกนนำ อสม.ของชุมชนทั้ง 4 แห่ง เพื่อสร้างศูนย์รวมของการช่วยเหลือการประสานสิทธิ การทำงานอย่างรอบด้าน ทั้งในสภาวะปกติหรือว่าเป็นสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ก็ตาม สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมในภาคประชาชนในเรื่องของระบบสุขภาพปฐมภูมิ

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการ อสม. hub ถือว่าประสบความสำเร็จด้วยดี ทำให้เกิดคำสำคัญ 2 คำ คือ “การมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคประชาชน” กับ “ระบบสุขภาพปฐมภูมิ” ส่วนผลตอบรับ แม้จะไม่ได้ออกมาเป็นรูปธรรม แต่ชุมชนเพื่อนบ้านที่อยู่ข้างเคียง หรือ ชุมชนที่ร่วมเครือข่ายให้ความสนใจและพัฒนากิจกรรมชุมชนในลักษณะเดียวกัน หรือคล้ายคลึงกับกิจกรรมของทั้ง 4 ชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ดำเนินงานของโครงการ สะท้อนว่าการขับเคลื่อนงานดังกล่าว สามารถเป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่น ๆ ได้ ซึ่งการทำงานตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนความกลัวเป็นความเข้าใจ ทำให้แต่ละชุมชนได้รู้จะต้องจัดการอย่างไร และยังถือเป็นการติดอาวุธด้านความรู้ความเข้าใจเรื่องโควิด-19 ไปให้กับ อสม.อีกด้วย

“สสส. ให้การสนับสนุนโครงการในหลายด้าน เช่น สร้างกลไกการทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกับภาครัฐ พร้อมกับเติมส่วนที่ขาดให้กับ อสม.และชุมชน ทั้งเรื่องของอุปกรณ์หรือเวชภัณฑ์ และยังไปอุดช่องโหว่หรือคอขวดของการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิให้สามารถเข้าไปสู่ท่อลำเลียงได้ตามปกติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ สสส. ได้ให้มาตลอดกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา” อาจารย์สุรเดชกล่าว

จากภาพรวมของโครงการทั้งหมด ทำให้เห็นชัดเจนว่า ทั้ง 4 ชุมชน มีความเข้มแข็งในการทำงาน เริ่มจากชุมชนวัดเกต ที่มีนวัตกรรมกลุ่มอาสาสมัครผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่ม อสม.ที่เข้มแข็ง เข้ามาหนุนเสริมการทำงานของภาครัฐ ภาคประชาสังคม ประกอบกับเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายทางศาสนา ทำให้ภาพของการจัดสรรถุงยังชีพ จัดการเรื่องอาหาร ยา ไปแต่ละครัวเรือน เป็นไปแบบถูกต้องตามหลักศาสนา

นางภาวิณี มหากันธา ประธาน อสม. และประธานชุมชนวัดเกต กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมาว่า หลังจากพบผู้ติดเชื้อคนแรกในชุมชน จึงได้ลงพื้นที่กับ อสม. สอบถาม ซักประวัติ จากนั้นได้ประสานงานไปยังหน่วยงานด้านสาธารณสุขของเทศบาลเพื่อติดต่อไปยังแพทย์ขอคำแนะนำในการปฏิบัติ และแยกตัวผู้ติดเชื้อออกมาจากครอบครัว ส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสนาม แม้ช่วงแรกจะมีความฉุกละหุกบ้าง แต่การประสานงานก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จนผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกต้องในที่สุด หลังจากนั้นเมื่อพบผู้ติดเชื้อในชุมชนก็ใช้ประสบการณ์จากครั้งแรกมาบริหารจัดการสถานการณ์ โดยกลุ่ม อสม. จะเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือในการส่งต่อผู้ป่วยให้ได้รับการรักษา พร้อมกันนี้ ยังได้ให้เบอร์โทรศัพท์แก่ครอบครัวที่พบผู้ติดเชื้อ หากพบผู้ต้องสงสัยว่ามีอาการป่วยก็สามารถแจ้งเพิ่มเติมได้ พร้อมย้ำว่า หากพบว่าครอบครัวไหนมีผู้ติดเชื้อก็จะให้ความรู้เบื้องต้นในการแยกกักตัวภายในบ้านเป็นลำดับแรกก่อน และเน้นให้บุคคลในครอบครัวใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และแยกของใช้กับผู้ป่วย แต่หากไม่สะดวกก็ถามถึงความสมัครใจว่าจะให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลกับโรงพยาบาลสนามหรือไม่

“เราได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยกระทรวงสาธารณสุข ส่งทีมแพทย์ที่มีความคุ้นเคยกับท้องถิ่นเข้ามาช่วยดูแล คัดกรองผู้ป่วย และยังมีอุปกรณ์ป้องกันตัวเองเบื้องต้นในลักษณะแบบถุงยังชีพให้กับประชาชนในพื้นที่และ อสม. ทั้งยา หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ และยังได้รับการสนับสนุนจาก สสส. ในการจัดสรรอุปกรณ์วัดไข้ หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์พร้อมด้วยองค์ความรู้ในการปฏิบัติตนเพื่อเข้าไปช่วยคัดกรองผู้ป่วยในพื้นที่ต่าง ๆ เป็นอย่างดี”นางภาวิณี กล่าว

ขณะที่นายชุมพล ศรีสมบัติ แกนนำ อสม. ผู้ดูแลประชากรมุสลิมในพื้นที่ชุมชนวัดเกต กล่าวถึงการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 ท่ามกลางความหลากหลายทางศาสนาว่า ในช่วงแรกประชากรบางส่วนยังไม่สามารถรับถุงยังชีพที่ได้รับการจัดสรรมาได้ เนื่องจากมีสิ่งที่ศาสนาอิสลามไม่อนุญาตปะปนอยู่ จึงเกิดกระบวนการจัดการกันเองภายในชุมชน หากบ้านไหนทราบข้อมูลว่า ครอบครัวหรือบ้านไหนมีผู้ป่วย ผู้ที่อาศัยด้วยกันภายในชุมชนก็จะทำอาหารมาแจกจ่ายสำหรับครอบครัวนั้นๆ เช่น หากพบว่าบ้านไหนมีผู้ติดเชื้อก็จะมีถุงอาหารห้อยไว้หน้าบ้านประมาณ 2-3 ถุง เป็นการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันของคนในพื้นที่เป็นอย่างดี อีกส่วนหนึ่งตนเองก็ได้ประสานงานไปยังคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงใหม่ ในการจัดสรรถุงยังชีพให้กับชาวมุสลิมในพื้นที่ให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึงด้วย

พร้อมระบุว่า ในพื้นที่สังคมพหุวัฒนธรรม ที่อยู่ร่วมกันได้มานานกว่าร้อยปี ผู้ที่ทำหน้าที่ อสม.ไม่จำเป็นต้องนับถือศาสนาอิสลามเท่านั้น ถึงจะเข้ามาดูแลจัดการผู้ป่วยได้ เพราะวิถีชีวิตมีความใกล้เคียงกัน โดยที่ผ่านมา เมื่อเกิดการระบาดในกลุ่มเด็กนักเรียน ก็มีสถานที่กักตัวคือบริเวณมัสยิดที่อยู่ด้านข้างโรงเรียน ขณะที่การประสานงานไปยังหน่วยงานด้านสาธารณสุขก็ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานทางการแพทย์ ส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลสนาม จัดส่งอาหารแบบฮาลาลมาให้อีกด้วย

ส่วน นางดาวประกาย บัวล้อม ชาวบ้านชุมชนวัดเกต ในฐานะอาสาสมัครสุขภาพ กล่าวว่าในช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 ทุกคนในชุมชน ได้ออมเงินร่วมกันตามกำลัง เพื่อมีงบประมาณนำมาซื้อสิ่งของจำเป็น จัดทำเป็น “ถุงยังชีพ” ให้กับครอบครัวผู้ติดเชื้อ หรือผู้ที่ต้องกักตัว ส่วนมากจะเป็นข้าวสาร อาหารแห้ง วุ้นเส้น ไข่ เพราะของแห้งเหล่านี้จะสามารถนำส่งให้ได้ทั้งผู้ป่วยที่เป็นคนพุทธและมุสลิม เพื่อให้ทั้งชาวพุทธและมุสลิมสามารถรับความช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งสิ่งของที่มีการส่งต่อกันมา เพื่อนำมาให้กับครอบครัวของผู้ป่วยเพิ่มเติมอีกด้วย

“จากการดำเนินโครงการนี้สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ การมีส่วนร่วมของชุมชน ชาวบ้านมีความสุข และไม่ถูกทอดทิ้งเมื่อยามทุกข์ยาก โดยเฉพาะเมื่อเกิดโรคระบาด เป็นการให้ความช่วยเหลือตามความสามารถที่มีอยู่ทั้งหมด” นางดาวประกาย กล่าวทิ้งท้าย