เริ่มด้วยผู้ท้าชิงจากพรรคการเมืองเก่าแก่ค่ายสีฟ้า อย่าง “อู๊ดด้า-จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เลือกที่จะอุบไต๋ชวนให้คิดและติดตาม ด้วยคำตอบสั้น ๆ ว่า “เอาไว้ให้ได้เป็น ค่อยตอบครับ”

เช่นเดียวกับแคนดิเดตจากพรรคการเมืองสุดเนื้อหอมค่ายสีน้ำเงิน “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้คำตอบว่า …อย่าเพิ่งไปคิดเลย เพราะคติในการทำงานคือ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ทุกวันนี้ผมมีความสุขดีอยู่แล้ว ไปที่ไหนก็มีแต่คนแฮปปี้ พรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีปัญหาภายใน ส่วนรัฐมนตรีของพรรคมีผลงานที่เป็นรูปธรรม ผมถือว่าอยู่อย่างนี้ดีที่สุดแล้ว ผมโชคดีกว่าคนอื่นเยอะ แม้สิ่งที่ทำมาเคยถูกด่า แต่วันนี้ไปไหนมาไหน คนมาชื่นชม มาขอบคุณที่ช่วยหาวัคซีนโควิด-19 ให้ ตอนนี้ผมมีแฟนคลับมาขอถ่ายรูป มีการทักทายกันในโซเชียล

ผมขออยู่กับปัจจุบันและความเป็นจริง ไม่ขอคิดไปไกล และมุ่งทำวันนี้ให้ดีที่สุด ส่วนจะได้เป็นอะไร อย่างไรหรือไม่นั้น ขอให้ขึ้นอยู่กับเสียงของประชาชนเป็นผู้กำหนด ในทางกลับ หากคาดหวังหรือไปคว้าอะไรมาที่ฝืนธรรมชาติ หรือไม่เป็นไปตามครรลอง สมมุติว่าหากได้มาจริง ก็ได้เพียงชั่วคราว ไร้การยอมรับ ไม่มีความมั่นคงและเสถียรภาพ จนเกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา

ขณะที่ตัวเต็งแคนดิเดตระดับบิ๊กเนม “พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ” หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ออกตัวว่า ยังไม่ขอพูด ต้องให้มีการประชุมพรรคก่อน แต่ตอนนี้ยังไม่มีการประชุม จึงยังไม่รู้ว่าทางพรรคจะเลือกใคร ถ้าเลือกใคร ก็คนนั้นแหละ ดังนั้นจะไปคิดได้อย่างไรว่าจะได้เป็น เพราะ การเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่ของง่าย ๆ และอยู่ดี ๆ ไม่ใช่ใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ง่าย ๆ ตรงนี้จะต้องมีพรรคการเมืองสนับสนุน มี ส.ส. และพรรคการเมืองสนับสนุน ซึ่งจะต้องใช้ ส.ส. กี่พรรคก็ยังไม่รู้ เพราะฉะนั้นไม่มีใครรู้จริงหรอก เดากันทั้งนั้น

ด้านว่าที่ผู้ท้าชิงจากอีกหนึ่งพรรคการเมืองใหญ่ อย่าง “แพทองธาร ชินวัตร” หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และ ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย บอกเล่าความตั้งใจถ้าได้เป็นนายกฯ ว่า จะเติมเต็มช่วงเวลา 8 ปีที่หายไปด้วยการทำงานหนัก เราจะเป็นรัฐบาลที่มีหัวใจเป็นประชาชน ซื่อสัตย์สุจริตต่อพี่น้องและประเทศไทย ให้สมกับความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ และ 4 ปีภายใต้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย เราจะพาประเทศไทยวิ่งไปข้างหน้า จะมีการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ทุกระดับชั้น ชีวิตของประชาชนจะดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เศรษฐกิจจะดีขึ้น ประชาชนจะต้องไม่มีหนี้สิน มองเห็นอนาคตของตัวเองและลูกหลาน ค่าแรงขั้นต่ำของประชาชนจะเป็น 600 บาท ภายในปี 2570 ระบบสาธารณสุขจะครอบคลุมมากขึ้น การคมนาคมจะสะดวกสบาย พี่น้องทุกคนจะต้องเข้าถึงเทคโนโลยี โอกาสที่เคยหายไปจะกลับมาอยู่ในมือของพี่น้อง ชีวิตที่ดีกว่าจะเกิดขึ้น ประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมีทิศทาง มีเป้าที่ชัดเจนว่าเราจะเดินไปทางไหน

ส่วนแคนดิเดตหนุ่มหล่อออร่าพุ่ง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล เผยความใฝ่ฝันว่า เช้าวันแรกที่ตื่นมาเป็นนายกฯ ถ้ามีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก ผมเตรียมกฎหมายเปลี่ยนแปลงประเทศ ไทย 40 ฉบับ ยื่นวันนั้นเลย ซึ่งใช้อำนาจของ ครม. ดำเนินการได้ ไม่ต้องใช้ที่ประชุมสภาในการแก้กฎหมาย ส่วนเรื่องงบประมาณก็สามารถบริหารจัดการโดยใช้งบกลางได้ และใช้งบประมาณไม่มาก มันผ่อนหนักเป็นเบาได้หลายเรื่อง ทั้งนี้ เรื่องที่ต้องทำคือ การดูแลปัญหาปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยใช้ดาวเทียมสำรวจความเสียหายภายใน 14 วัน และเร่งเยียวยาประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของเอสเอ็มอีที่ต้องต่อสู้กับทุนใหญ่ เราเสนอหวยเอสเอ็มอี ซึ่งไต้หวันทำมา 60 ปี โดยสามารถนำใบเสร็จจากร้านค้าเอสเอ็มอีไปแลกหวยจากรัฐบาลได้ หรือจัดสลากฯ ภายในวงเงินที่มีอยู่ ทั้งคนขายและคนซื้อจะมีสิทธิเข้าร่วม ซึ่งเป็นเรื่องระยะสั้นที่ไม่ต้องแก้เค้าโครงเศรษฐกิจหรือแก้กฎหมาย และจะมีการจัดทำคูปองส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองผ่านแอพพลิเคชั่น เพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้ข้อมูลและเดินทางไปท่องเที่ยว เพื่อให้เม็ดเงินที่เป็นยาแก้ปวดของเศรษฐกิจ กระจายออกไปมากขึ้น

สำหรับแกนนำพรรคน้องใหม่อย่าง “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เผยว่า ถ้าพรรคได้เป็นรัฐบาล สิ่งแรกที่จะเริ่มทำคือการทำให้สังคมเท่าเทียม เรื่องนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของสังคม จากนั้นจะต้องทำให้ไม่มีความเหลื่อมล้ำในสังคมอีกต่อไป รวมถึงเราจะต้องสร้างโอกาสให้กับประชาชนได้มีอาชีพทำมาหากิน เพื่อให้เขามีอาชีพ มีรายได้เพิ่มค่าครองชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนตัวเล็ก คนหาเช้ากินค่ำ ให้ได้ลืมตาอ้าปาก  มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้ได้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเขา ขณะเดียวกันจะต้องแก้ไขอุปสรรคปัญหาเรื่องปากท้องควบคู่ไปด้วย รวมถึงแก้เรื่องที่ดินทำกินที่อยู่อาศัย ปลดหนี้สินให้ประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคตั้งใจที่จะทำเรื่องนี้และใส่เป็นนโยบายของพรรคด้วย นอกจากนี้ ในด้านเศรษฐกิจ พรรคมีนโยบายส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดเล็ก เช่น เอสเอ็มอีขนาดเล็ก ให้เติบโตไปได้ โดยพรรคมีการวางกลไกแนวทางในเรื่องนี้ไว้แล้วว่า จะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง 1 2 3 เป็นขั้นตอน.