แต่ความแข็งแกร่งด้วยจำนวน สส.  ไม่ได้การันตีความอยู่รอด หากการบริหารสะดุดเนื่องจากสถานการณ์รอบด้านวันนี้ไม่ง่าย และเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤติภายนอก 

โดยเฉพาะสงครามตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ดันราคาพลังงานพุ่ง กระทบต้นทุนสินค้า และบริการเป็นลูกโซ่ ค่าครองชีพสูงขึ้นต่อเนื่อง เข้าสู่ภาวะ ข้าวยากหมากแพง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ รัฐบาล พยายามประคองสถานการณ์ผ่านมาตรการเยียวยาอย่างมาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งช่วยบรรเทาได้ระดับหนึ่ง แต่โจทย์ใหญ่คือวิกฤตินี้มีแนวโน้มยืดเยื้อ ไม่ใช่ปัญหาระยะสั้น และอาจกินเวลา 1-2 ปี 

ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจ สิ่งที่รัฐบาลต้องระวังไม่แพ้กัน คือ ปัญหาผิดคิว จากรัฐบาลเอง และเครือข่ายสีน้ำเงิน หากปล่อยให้เกิดซ้ำๆจะกลายเป็นตัวเร่งทำลายความน่าเชื่อถือโดยไม่รู้ตัว

กรณีแรก คือ การเดินเกมเมื่อไม่นานมานี้ ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่เร่งรัดคดี อดีต 44 สส.ก้าวไกล ในข้อหาผิดจริยธรรมร้ายแรง จากการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และยื่นให้ศาลฎีกาพิจารณา จังหวะเวลาตรงกับช่วงรัฐบาลแถลงนโยบายของรัฐบาลพอดี 

ทำให้ถูกตีความว่าเป็นเกมการเมือง กดดันฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะ สส.พรรคประชาชน 10 คนที่เกี่ยวข้อง และเป็นดาวเด่นของ พรรคส้ม เสี่ยงถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

ขณะที่อีกด้านกลับถูกขยี้ย้อนศรคดี ศักดิ์สยาม ชิดชอบอดีต รมว.คมนาคม และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ถูก ป.ป.ช. ยกคำร้อง ปมแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ หรือปมซุกหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น 

แม้ ป.ป.ช. ชี้แจงว่า เป็นคนละฐานความผิด และไม่พบเจตนาปกปิด แต่ไม่สามารถลบข้อครหาสองมาตรฐาน และกระแทกความรู้สึกสังคมโดยตรง

ทำ พรรคส้ม ไม่จบ พร้อมขยายผลเตรียมรวบรวมรายชื่อ สส. ส่งให้ประธานรัฐสภา ยื่นศาลฎีกาเอาผิด ม.157 ต่อ ป.ป.ช. ต่อไป หลังเชื่อว่า เป็นการฟอกขาวให้ ศักดิ์สยาม

ถัดมาคือ ปัญหาการสื่อสาร และการประสานงานในฝั่งนโยบายเศรษฐกิจ ที่ยิ่งซ้ำเติมความสับสน

ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญแรงกดดันเรื่องการเงิน และมีข่าวเตรียมกู้เงินเพิ่ม 

กลับมีข้อเสนอจากคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ที่ถูกมองว่าอยู่ในเครือข่ายสีน้ำเงิน  เตรียมชงเสนอขึ้น VAT เป็น 10% จาก 7% ต่อที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา สร้างแรงสะเทือนกับความรู้สึกของสังคมทันที

แม้รัฐบาลจะรีบปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง  ขณะที่ สว.ต้องถอย ถอนข้อเสนอในเวลาต่อมาแต่ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว ประชาชนสับสน รัฐบาลถูกด่าไปฟรีๆ  

ยังไม่รวมกรณี ผิดคิว เรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทที่สะท้อนปัญหาการสื่อสารภายในรัฐบาลอย่างชัดเจน  

เมื่อ ปกกรณ์ นิลประพันธ์รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย  ยอมรับผ่านสื่อมวลชนถึงแนวคิดเรื่องนี้  แต่ปลัดกระทรวงการคลังกลับบอก ยังไม่รู้เรื่อง เปิดช่องให้ฝ่ายค้านอย่าง กรณ์ จาติกวณิช”  สส.บัญชีชื่อรายชื่อ พรรคประชาธิปปัตย์ และ อดีตรมว.คลัง  นำไปโจมตีฝ่ายการเมืองว่า เป็นการคิดเองของฝ่ายการเมือง ไม่หารือฝ่ายราชการถือเป็นเรื่องที่แปลก และตั้งคำถามถึงความเหมาะสมการออก พ.ร.ก. ที่อาจเลี่ยงการตรวจสอบจากสภาฯ

ช่วงแรกฝ่ายการเมืองออกมาปฏิเสธเรื่องการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท  บอกเป็นเพียงการเตรียมความพร้อมทางกฎหมาย และเตรียมพร้อมเผื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมโยนความผิดให้สื่อมวลชนเป็นแพะรับบาปไป หลังประโคมข่าวเรื่องนี้  

แต่สุดท้ายตอนจบเป็นไปตามที่สื่อฯเสนอ โดย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศรองนายกฯ และรมว.คลัง ก็ยอมรับว่า เตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงินจริง แม้ยืนยันยังไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะก็ตาม

ในทางการเมืองเรื่องแบบนี้อาจดูเล็ก แต่เมื่อเกิดการ ผิดคิว ซ้ำๆ รวมถึงการสื่อสารหากปล่อยให้ไปคนละทิศทางละทางแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ

  แม้รัฐบาลมีอำนาจเต็มมือ แต่ความชอบธรรม และความเชื่อถือจะค่อยๆถูกกัดเซาะบ่อนทำลาย และเมื่อถึงจุดหนึ่งต่อให้มีเสียงในสภาฯท่วมท้น ก็ไม่สามารถรักษาความน่าเชื่อถือได้.