สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ว่า กระทรวงกลาโหมรัสเซีย ออกแถลงการณ์ยืนยันการเสียชีวิตของทหารอย่างน้อย 63 นาย จากการโจมตีโดยกองทัพยูเครน ในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่เพิ่งผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับฐานที่มั่นในเมืองมาคีฟกา ในภูมิภาคโดเนตสก์ หนึ่งในพื้นที่ขัดแย้งยืดเยื้อทางตะวันออกของยูเครน
Reportedly, the moment of the HIMARS strike on Russian barracks in Makiivka as seen from a nearby building.
— Euromaidan Press (@EuromaidanPress) January 2, 2023
The attack took place during Putin's New Year address at around 23:00 EET on 31 December 2022.https://t.co/h6ceHVAi7v
????https://t.co/Cxiu4YSY4V pic.twitter.com/vmNCK9jRRW
Russian defence ministry spokesperson says that four US-made Himars missiles with high-explosive warheads hit temporary Russian deployment point in Makiivka, leaving dozens of Russian forces dead pic.twitter.com/NtRhiLzVF3
— TRT World Now (@TRTWorldNow) January 2, 2023
รายงานของรัฐบาลมอสโกระบุด้วยว่า กองทัพยูเครนยิงขีปนาวุธอย่างน้อย 4 ลูก จากระบบยิงหลายลำกล้อง “ไฮมาร์ส” ในวันดังกล่าว และระบบของรัสเซียสามารถสกัดการโจมตีของขีปนาวุธได้อย่างน้อย 2 ลูก

แม้ไม่มีการระบุอย่างชัดเจนในแถลงการณ์ว่า จะมีการตอบโต้ในรูปแบบใด อย่างไรก็ตาม ถือเป็นกรณีที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ต่อการที่รัฐบาลมอสโกยอมรับการเสียชีวิตของ “ทหารจำนวนมาก” ในยูเครน
ด้านสำนักงานคณะเสนาธิการทหารในกรุงเคียฟออกแถลงการณ์ ยืนยันกองทัพยูเครนอยู่เบื้องหลังปฏิบัติการทางทหาร ที่เมืองมาคีฟกา ซึ่งสามารถทำลายอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัสเซีย “ได้อย่างน้อย 10 หน่วย” แต่ไม่ระบุจำนวนผู้เสียชีวิต หลังก่อนหน้านั้น กระทรวงข่าวสารของยูเครนอ้าง “ทหารรัสเซียประมาณ 400 นาย” เสียชีวิตจากการโจมตีครั้งนี้
Russia is planning protracted campaign of attacks with Iranian drones to "exhaust" Ukraine, says President Zelenskyy pic.twitter.com/5xcyo6IK5i
— TRT World Now (@TRTWorldNow) January 2, 2023
ขณะที่ ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน สงวนท่าทีเกี่ยวกับจำนวนกำลังพลของรัสเซีย ซึ่งเสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของรัฐบาลเคียฟ ในเมืองมาคีฟกา แต่กล่าวถึงปฏิบัติการทางทหารของอีกฝ่าย ว่าจะเน้นการโจมตีจากระยะไกลมากขึ้น ด้วยการใช้อากาศยานไร้คนขับแบบติดอาวุธ หรือโดรนพิฆาต “ชาเฮด” ของอิหร่าน.
เครดิตภาพ : REUTERS



