นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยแผนงานในปี 66 ว่า จะเร่งส่งเสริมให้ทุกหน่วยงานของภาครัฐยกระดับสู่รัฐบาลดิจิทัล 100% เปิดช่วยทางให้ประชาชนสามารถติดต่อยื่นเอกสารขออนุญาติในเรื่องต่างๆผ่านระบบออนไลน์ได้ นอกจากนี้จะมีการจะมีการปราบปรามแก็งค์คอลเซ็นเตอร์อน่างต่อเนื่อง ด้วยการรวมมือกับทางกัมพูชา และการใช้เทคโนโลยีทราบพิกัดการกระทำผิด เข้าจับกุม และ มีการปิดกั้นสัญญาณตามแนวชายแดนฝั่งกัมพูชา และทางชายแดน จ.ตาก ซึ่งจะช่วยกันแก้ปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์ ลดน้อยลง
นอกจากนี้จะมีการเสนอ กฎหมายเพิ่มอำนาจให้กับกับทางธนาคาร และ กสทช.ในการระดับบัญชีม้าได้ใน 2 ชั่วโมง และระงับซิมที่มีการโอนเงินทางมือถือที่ผิดกฎหมายได้ ขณะที่กฎหมายดูแลธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่ต้องมีการจดแจ้ง จะมีผลบังคับใช้ในกลางปีนี้ ทำให้ผู้ให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก, ติ๊กต็อก,ไลน์ แพลตฟอร์อีคอมเมิร์ซ ทั้ง ลาซาด้า, ช้อปปี้ แชริ่งอีโคโนมีต่าง ๆ เช่น แกร็บ ฯลฯ ต้องมาจดแจ้งในการดำเนินธุรกิจ การรายงาน รายรับ, รายจ่าย และรายได้ เพื่อให้สามารถดูแลผู้บริโภค และผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มเหล่านี้ในไทยได้รับความคุ้มครองที่เป็นธรรมมากขึ้น
นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการส่งเสริมและพัฒนา 5 จี นั้น จะเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ เอ็นที ลงทุนจำนวนประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท ในการพัฒนา 5 จี บนคลื่น 26 กิกะเฮิรตซ์ เพื่อให้บริการ 5 จี กับภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ และสมาร์ทซิตี้ ในเรื่องไอโอที จำนวน 1 หมื่นล้านบาท ส่วนอีก 1.4 หมื่นล้านบาท จะนำไปพัฒนา 5 จี บนคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อให้บริการโทรศัพท์มือถือ โดยจะเป็นการร่วมมือกับทาง เอไอเอส ซึ่งขณะนี้แผนอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และทางเอ็นทีจะเข้าร่วมประมูลดาวเทียมในวันที่ 15 ม.ค.นี้ด้วย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยวงเงินได้

นอกจากนี้ จะพัฒนาระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ด้านสาธารณสุข เพื่อเป็นอพลตฟอร์มระบบเชื่อมโยงข้อมูลสาธารณสุขของประชาชน กับโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ ประมาณ 1,000 แห่ง เพื่อให้แพทย์เรียกดูข้อมูลคนไข้ได้ โดยขณะนี้เชื่อมโยงไปแล้วกว่า 200 แห่ง จะช่วยให้คนไทยสามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐได้ทั่วประเทศ
ขณะเดียวกันจะมีการส่งเสรอมเรื่องดิจิทัล ไอดี (Digital ID) ให้มีการใช้งานในคนไทยมากยิ่งขึ้น โดย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ เอ็ตด้า ร่วมกับ 7 หน่วยงาน เพื่อให้คนไทย ใช้พิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล ไม่ต้องพกบัตรประชาชนในการทำธุรกรรมทางออนไลน์ต่างๆ และร่วมมือกับกรมกาารปกครองในการเปิดฐานข้อมูลในการตรวจสอบยืนยันตัวตนด้วย ซึ่ง พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์ และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาต จะมีผลบังคับใช้ในกลางปีนี้ด้วย อย่างไรก็ตามในส่วน ดิจิทัลโพสต์ไอดี ที่ทางไปรษณีย์ไทย ได้จัดทำตำแหน่งที่อยู่ให้เป็นที่อยู่ดิจิทัล เพื่อให้การส่งสิ่งของทาง ไม่จำเป็นต้องเขียนที่อยู่แบบเดิม เปลี่ยนมาใช้คิวอาร์โค้ดแบบดิจิทัล คาดว่าจะมีการนำมาใช้งานได้ในปีนี้เช่นกัน
นายชัยวุฒิ ยังกล่าวถึงผลงานในปี 65 ได้เร่งดำเนินโครงการที่สำคัญหลายโครงการเพื่อประโยชน์กับประชาชนอย่างเต็มที่ ทั้งการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และ Hybrid Scam การลดเฟคนิวส์ หรือข่าวปลอมลดน้อยลง การดำเนินงานในด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ให้ความสำคัญกับการปกป้องผลประโยชน์กับประชาชนไทยบนโลกออนไลน์ โดยหลังจากที่ได้มีการประกาศใช้ ทำให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ที่ดี และสามารถสร้างความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ
ทางด้านโครงการระบบบริการคลาวด์กลางภาครัฐ หรือ Government Data Center and Cloud service (GDCC) นอกจากจะให้บริการ Virtual Machine สําหรับหน่วยงานภาครัฐ GDCC ยังมีบริการเสริมจำนวนมาก อาทิ AI, IoT รวมถึง Open Data ให้หน่วยงานภาครัฐสามารถนำไปต่อยอด ประยุกต์ใช้งาน เพื่อพัฒนางานในการให้บริการกับประชาชน โดย โครงการระบบบริการคลาวด์กลางภาครัฐ ในเดือนกันยายน 2565 ที่ผ่านมา มีการให้บริการระบบคลาวด์กลางภาครัฐ จำนวน 219 กรม 874 หน่วยงาน 3,065 ระบบงาน มีการพัฒนาบุคลากรตั้งแต่ระดับพื้นฐาน จนถึงระดับผู้เชี่ยวชาญมากว่า 2,500 คน ช่วยรัฐประหยัดงบประมาณได้ถึง 30-60%
ในส่วนของโครงการบริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะสู่ชุมชนนั้น ดีอีเอสได้เร่งดำเนินการเพื่อพัฒนาระบบโครงสร้างเทคโนโลยีเพื่อรองรับการใช้งานของประชาชน และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์หรือออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน โดยโครงการนี้ใช้งบประมาณดำเนินการด้านโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 150.6 ล้านบาท และจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2565 สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย จำนวน 8,246 แห่งทั่วประเทศ

สำหรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ของประชาชน นั้น สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่า การใช้ไอซีทีของประชาชนในประเทศไทยในไตรมาส 3 ปี 2565 ที่ผ่านมา พบว่า จากการสำรวจครัวเรือนประมาณ 23.4 ล้านครัวเรือน มีครัวเรือนที่มีคอมพิวเตอร์ 5.8 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 24.6% มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต 21.1 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 89.9% และมีโทรศัพท์มือถือ 22.7 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 96.9% นอกกจากนี้ ยังมีผลการสำรวจประชาชนอายุ 6 ปีขึ้นไป ประมาณ 65.6 ล้านคน พบว่า มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 57.0 ล้านคน คิดเป็น 87.0% ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 62.3 ล้านคน คิดเป็น 95.0% และผู้มีโทรศัพท์มือถือ 57.7 ล้านคน คิดเป็น 88.0%
“หน่วยงานภายใต้การดูแลของ ดีอีเอส ได้ดำเนินการพัฒนาทางด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง อาทิ สำนักงานเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและจังหวัด จัดทำแผนส่งเสริมเศรษฐกิจรายพื้นที่ใน76 จังหวัด ปัจจุบันทำได้ 48 จังหวัด นอกจากนี้จะมีการจัดตั้ง National Big Data Institute (NBDi) ซึ่งอยู่ระหว่างการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และเตรียมเสนอแผนแม่บทการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566-2570) ต่อคณะกรรมการดิจิทัลพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (คณะกรรมการดีอี) ขณะเดียวกัน มีการส่งเสริมดิจิทัลสตาร์ทอัพสัญชาติไทย ให้สามารถจดจัดตั้งบริษัท จำนวน 142 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระหว่างปี 2562-2565 (ไตรมาส 3) ราว 16,822 ล้านบาท ขณะที่การขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ดีอีเอส ได้ผลักดันให้เกิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศ โดยมีเมืองที่ได้รับการประกาศเป็นเมืองอัจฉริยะประเทศไทยแล้ว 30 เมืองและอีก 61 เขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะใน 33 จังหวัด และสร้างคนรุ่นใหม่พัฒนาบ้านเกิด (Smart City Ambassadors) 166 ราย ทำงานร่วมกับผู้แทนเมือง 201 ราย” รัฐมนตรี ดีอีเอส กล่าว.



