เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ตามที่มีข่าวเรื่องเข้ามาถือหุ้นของทุนจากต่างประเทศในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้น ซึ่งในปัจจุบันนั้นมี 3 มหาวิทยาลัยที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง มีต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นโดยมีผู้บริหารและกรรมสภามหาวิทยาลัยที่เป็นชาวจีน คือ 1) ม.เกริก 2) ม.เมธารัถย์ และ 3) ม.นานาชาติแสตมฟอร์ด แต่สัดส่วนการถือครองหุ้นยังคงเป็นนิติบุคคลสถานะไทย ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งตามกฎหมายไทย สถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย นายกสภามหาวิทยาลัย และอธิการบดี สามารถเป็นต่างชาติได้ แต่ กรรมสภามหาวิทยาลัย ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ต้องเป็นคนไทย
รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน ม.เกริก ทั้งนายกสภาและอธิการบดี เป็นคนไทย มีกรรมการสภาที่เป็นชาวจีนประมาณ 17% ม.เมธารัถย์ ทั้งนายกสภาและอธิการบดีเป็นชาวจีนกรรมการสภาเป็นชาวจีน ประมาณ 40% ในขณะที่ ม.นานาชาติแสตมฟอร์ด เดิมผู้ถือหุ้นเป็นชาวสิงคโปร์ แต่ได้เปลี่ยนเป็นชาวจีน มีนายกสภา เป็นชาวจีน อธิการบดีเป็นคนไทย และมีกรรมการสภาเป็นชาวจีนประมาณ 40%
ทั้งนี้ สถาบันอุดมศึกษาเอกชนทุกแห่งซึ่งได้รับมอบหมายให้จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาแทนภาครัฐต้องได้รับการรับรองวิทยฐานะใน 2 ระดับ โดยมีวงรอบ 5 ปี ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงการขอให้รับรองและการรับรองวิทยฐานะสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2558 ได้แก่ 1) ระดับสถาบัน ซึ่งจะพิจารณาผลการดำเนินงานในระดับหลักสูตรด้านการกำกับมาตรฐาน และองค์ประกอบอื่นๆ นอกจากนี้ ยังพิจารณามาตรฐานศักยภาพและความพร้อมในการจัดการศึกษา ประกอบด้วย ด้านกายภาพ ด้านวิชาการ ด้านการเงิน และด้านการบริหารจัดการ และมาตรฐานด้านการดำเนินการตามภารกิจของสถาบันอุดมศึกษาในด้านการผลิตบัณฑิต ด้านการวิจัย ด้านการให้บริหารทางวิชาการแก่สังคม และด้านการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม และ 2) ระดับหลักสูตร ซึ่งจะพิจารณาจากการจัดการศึกษาที่สอดคล้องตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตระดับอุดมศึกษา
สำหรับการรับรองวิทยฐานะสถาบันอุดมศึกษาทั้ง 3 แห่งข้างต้น ม.เกริก และ ม.สแตมฟอร์ด ได้รับการรับรองเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2561 ถึงวันที่ 13 พ.ย. 2566 ส่วน ม.เมธารัถย์ กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการรับรองวิทยฐานะของ อว.
“อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ามหาวิทยาลัยจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือผู้บริหารอย่างไร ก็ต้องถูกกำกับควบคุมภายใต้ พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน และ พ.ร.บ.การอุดมศึกษา และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันอุดมศึกษาเอกชนของไทยอย่างเคร่งครัด โดยมี คณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) คณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา (กมอ.) และสำนักปลัดกระทรวง อว. เป็นผู้กำกับดูแล ทุกหลักสูตรที่เปิดสอนต้องเป็นไปตามมาตรฐานอุดมศึกษาของไทย ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างหลักสูตร คุณสมบัติอาจารย์ผู้สอน อาจารย์ผู้สอบวิทยานิพนธ์ และสถาบันอุดมศึกษาเอกชนต้องถูกประเมินเพื่อรับรองวิทยฐานะ และรับรองมาตรฐานการอุดมศึกษาระดับหลักสูตรเป็นระยะๆ ตามที่กฎหมายกำหนด” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าว



