สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 9 ม.ค. ว่า การประเมินความเสียหายที่ละเอียดอ่อนและประมาณการไว้เป็นเวลานานของไอทียู เริ่มขึ้นในเดือน เม.ย. ปีที่แล้ว เพื่อประเมินขอบเขตการทำลายเครือข่ายการสื่อสารของยูเครน อันเป็นผลมาจากการปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย ซึ่งเปิดฉากเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2565
รายงานดังกล่าว ซึ่งครอบคลุมระยะเวลาช่วง 6 เดือนแรกของสงคราม พบว่ามีการทำลายและความเสียหายอย่างมาก ต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร ในมากกว่า 10 ภูมิภาค จากทั้งหมด 24 ภูมิภาคของยูเครน
“ตั้งแต่มีการเริ่มการโจมตีทางทหาร โดยมีจุดประสงค์ของการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อผลประโยชน์ และความต้องการของตัวเอง ผู้รุกรานอาจทำลายหรือยึดการดำเนินงานตามปกติของโทรคมนาคมภาคพื้นดิน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ถูกยึดครองชั่วคราว และพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามของยูเครน” รายงานระบุ
⚡️UN: Ukraine will need at least $1.79 billion to restore telecommunications sector.
— The Kyiv Independent (@KyivIndependent) January 7, 2023
The UN International Telecommunication Union report was commissioned in April to determine the extent of destruction to Ukraine's communication networks caused by Russia's war, Reuters reported
นอกจากนี้ รายงานยังกล่าวหาว่า รัฐบาลมอสโกเปลี่ยนรหัสโทรศัพท์ของยูเครนให้เป็นรหัสของรัสเซียเพียงฝ่ายเดียว และรัสเซียดำเนินการโจมตีทางไซเบอร์ต่อยูเครนถึง 1,123 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่คณะผู้แทนทางการทูตของรัสเซียในเมืองเจนีวา ปฏิเสธข้อกล่าวหาในรายงาน โดยกล่าวว่า รายงานถูกออกแบบมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจาก “ความโหดร้ายที่ไม่ระบุรายละเอียด” ซึ่งยูเครนกระทำต่อพื้นที่ที่รัสเซียยึดครอง
รายงานของยูเอ็น ซึ่งรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือน ก.พ.-ส.ค. 2565 ถูกโพสต์อย่างเงียบ ๆ ในมุมหนึ่งบนเว็บไซต์ของไอทียู เมื่อช่วงปลายเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา จนทำให้บรรดานักการทูตของชาติตะวันตกแสดงความคับข้องใจเป็นการส่วนตัว เกี่ยวกับความล่าช้าในการเผยแพร่รายงาน โดยเมื่อมีการถามถึงช่องว่างระหว่างช่วงเวลาการรายงานและการเผยแพร่รายงาน ไอทียูระบุว่า รายงานดังกล่าวถูกเผยแพร่ในวันที่ 23 ธ.ค. หลังจากฝ่ายบริหารตัดสินว่ามัน “เสร็จสิ้นแล้ว”
ทั้งนี้ทั้งนั้น ไอทียูกล่าวเสริมว่า ผลการประเมินจะช่วยระดมความช่วยเหลือทางเทคนิคสำหรับยูเครนได้.
เครดิตภาพ : REUTERS



