สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ว่า ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน มีคำสั่ง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเพิกถอนสัญชาตินักการเมือง 4 คน เนื่องจากเป็นกลุ่มบุคคลซึ่ง “ทรยศต่อชาวยูเครน” โดยหนึ่งในนั้นคือ นายวิกเตอร์ เมดเวดชุค มหาเศรษฐีนักการเมือง ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคที่มีแนวคิดสนับสนุนรัสเซียและต่อต้านขั้วอำนาจเก่าในยุโรป และเคยมีสถานะเป็นเชลยศึกในช่วงต้นของสงครามด้วย


อย่างไรก็ดี รัฐบาลเคียฟส่งตัวเมดเวดชุคให้แก่รัสเซียไปแล้ว เมื่อเดือน ก.ย. 2565 ขณะที่บุคคลซึ่งถูกเพิกถอนสัญชาติอีกสามคน เป็นนักการเมืองฝ่ายค้าน และมีชื่ออยู่ในบัญชีดำการคว่ำบาตรของสหรัฐ


ด้านทำเนียบเครมลินยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการ ต่อการที่เมดเวดชุค ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน “กลุ่มคนสนิทชาวยูเครน” ของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ถูกเพิกถอนสถานะความเป็นพลเมืองยูเครน

ขณะที่ นายนิโคไล ปาตรูเชฟ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติของรัสเซีย ซึ่งถือเป็นเจ้าหน้าที่อาวุโสอันดับสามของรัฐบาลมอสโก กล่าวถึงสงครรามในยูเครนที่ยืดเยื้อนานเกือบ 1 ปี ว่าไม่ใช่การต่อสู้ทางทหารระหว่างรัฐบาลมอสโกกับรัฐบาลเคียฟอีกต่อไป แต่เป็นการสู้รบระหว่างกองทัพรัสเซียกับกองกำลังขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( นาโต ) ที่มีสหรัฐเป็นแกนนำ


ทั้งนี้ ปาตรูเชฟซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่คณะกรรมการความมั่นคงแห่งรัฐ ( เคจีบี ) เช่นเดียวกับปูติน กล่าวว่า บรรดานักการเมืองระดับสูงของตะวันตก “อยู่ภายใต้การควบคุมอีกชั้นหนึ่งของบริษัทข้ามชาติ” และบรรดานักธุรกิจใหญ่ ที่มีเป้าหมายต้องการ “ก่อปฏิวัติสี” ในหลายประเทศบนโลก หมายความว่า “สหรัฐเป็นเพียงประเทศซึ่งเป็นเปลือกห่อหุ้มการรวมกลุ่มของอาณาจักรทางธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่ง ซึ่งต้องการยึดครองโลกใบนี้”.

เครดิตภาพ : REUTERS