สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 12 ม.ค. ว่า นายฟาดิลเลาะห์ ยูโซฟ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อุตสาหกรรมของมาเลเซีย กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี กล่าวถึงกฎหมายใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป (อียู) ที่ห้ามการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ซึ่งขั้นตอนการผลิตมีความเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า ว่า อาจนำไปสู่การที่มาเลเซียต้องระงับส่งออกน้ำมันปาล์มให้แก่อียู แล้วแสวงหาโอกาสจากตลาดแห่งอื่นแทน เนื่องจากยุโรป “กำหนดเงื่อนไขซึ่งเป็นการสร้างความยากลำบาก”
Malaysia, the world’s second-biggest palm oil producer, will consider halting exports to the European Union in retaliation for the bloc’s new deforestation regulation, according to the country’s deputy prime minister https://t.co/fQQ7PI7mzO
— Bloomberg (@business) January 12, 2023
ทั้งนี้ ยูโซฟกล่าวด้วยว่า มาเลเซียซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มรายใหญ่อันดับสองของโลก โดยครองสัดส่วนในตลาดโลกร่วมกันมากถึง 85% หารือเรื่องนี้กับประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุด นั่นคืออินโดนีเซีย ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำมาเลเซีย พบกับประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ที่กรุงจาการ์ตา เมื่อต้นสัปดาห์นี้ เพื่อหาทางออกร่วมกัน
???????? EU consumption represents around 10% of global deforestation. That needs to end.
— European Parliament in ASEAN (@EPinASEAN) December 22, 2022
To fight biodiversity loss, a new EU law — provisionally agreed this month — will ensure products causing deforestation are not sold in the EU.
More info ???? https://t.co/mpkDOEWtVt pic.twitter.com/EGCeIc5lwo
ขณะเดียวกัน ฟาดิลเลาะห์เรียกร้องสมาชิกสภาประเทศผู้ผลิตน้ำมันปาล์ม (ซีพีโอพีซี) ยกระดับความร่วมมือเพื่อต่อสู้กับ “ข้อกล่าวหาไร้น้ำหนัก” จากกลุ่มประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอียูและสหรัฐ ซึ่งมุ่งทำลายความยั่งยืนของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม
ปัจจุบัน อียูเป็นผู้นำเข้าน้ำมันปาล์มรายใหญ่อันดับสามของโลก โดย 9.4% เป็นการสั่งซื้อจากมาเลเซีย ซึ่งส่งออกไป 1.47 ล้านตัน เมื่อปีที่แล้ว ลดลง 10.5% จากสถิติของปี 2564.
เครดิตภาพ : REUTERS



