สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ( เอ็นบีเอส ) รายงานสถิติประชากรในประเทศ อยู่ที่ประมาณ 1,411.75 ล้านคน จนถึงสิ้นปี 2565 ขณะที่สถิติประชากรจีนเมื่อปีที่แล้ว มีจำนวนประมาณ 1,412.60 ล้านคน การลดลงดังกล่าวของจำนวนประชากร ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2504


ด้านอัตราการเกิดของประชากรจีนเมื่อปีที่แล้ว ถือว่าต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ตามสถิติของเอ็นบีเอส โดยอยู่ที่ 6.77 ต่อ 1,000 คน ลดลงจากสถิติ 7.52 ต่อ 1,000 คน เมื่อปี 2564 อย่างไรก็ตาม อัตราการเสียชีวิตของประชากรจีน เมื่อปีที่แล้ว ถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2519 โดยอยู่ที่ 7.37 ต่อ 1,000 คน เทียบกับสถิติ 7.18 ต่อ 1,000 คน เมื่อปี 2564


ทั้งนี้ ผู้สันทัดกรณีวิเคราะห์ทิศทางประชากรศาสตร์ของจีนในช่วงทศวรรษปัจจุบัน เป็นผลจากการบังคับใช้นโยบาย “ลูกคนเดียว” อย่างต่อเนื่องยาวนาน ระหว่างปี 2523-2558 และค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และการที่ประชากรรุ่นใหม่ได้รับการศึกษาสูงขึ้น ส่งผลให้ชาวจีนยุคหลังไม่ต้องการมีบุตรมากกว่า 1 คน หรือเลือกไม่มีบุตรเลย แม้ภาครัฐพยายามออกนโยบายจูงใจแล้วหลายระลอก ทั้งการลดภาษี การช่วยจ่ายค่าที่พักอาศัย และการเพิ่มวันลาคลอด

ชาวจีนจับจ่ายซื้อของที่ตลาดกลางแจ้งแห่งหนึ่ง ในกรุงปักกิ่ง


นอกจากนั้น การที่รัฐบาลปักกิ่งใช้มาตรการ “โควิดเป็นศูนย์” ที่เป็นการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อแนวโน้มประชากรของจีนอย่างมาก ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา


อนึ่ง สหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) รายงานจำนวนประชากรโลกผ่านหลัก 8,000 ล้านคน เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ปีที่แล้ว และจำนวนประชากรอินเดียจะแซงหน้าจีน กลายเป็นประเทศซึ่งมีประชากรมากที่สุดในโลกแห่งใหม่ภายในปี 2566 เนื่องจากจีนกำลังเผชิญกับวิกฤติอัตราการเกิดต่ำ และภาวะสังคมผู้สูงอายุ.

เครดิตภาพ : REUTERS