เมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่วัดสวนแก้ว อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี นางวาริน วีระสุนทร หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง กรมกิจการเด็กและเยาวชน และทีมงาน ลงพื้นที่เข้าพบพระพยอม กัลยาโณ ภายหลังมีกระแสข่าวว่าวัดสวนแก้วประสบปัญหาด้านค่าใช้จ่าย จนอาจต้องยุติหรือชะลอบทบาทการช่วยเหลือผู้ตกงาน คนชรา คนพิการ รวมถึงเด็กที่ประสบปัญหาทางสังคม
นางวาริน เปิดเผยว่า ภายหลังหน่วยงานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ทราบข่าวจากสื่อมวลชน จึงลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกับพระพยอม โดยพบว่าปัจจุบันวัดสวนแก้วยังสามารถดูแลผู้ที่พักอาศัยภายในวัดได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตหากยังมีผู้ประสบปัญหาทางสังคมเข้ามาขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมในลักษณะ Walk-in ทางหลวงพ่ออาจจำเป็นต้องชะลอการรับไว้ก่อน เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ เช่น อดีตผู้ต้องขังที่พ้นโทษแล้วแต่ไม่มีที่พักอาศัย หากทางวัดประสงค์จะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ทาง พม. พร้อมให้การสนับสนุนด้านที่พักชั่วคราวแก่ผู้ประสบปัญหาทางสังคม ขณะเดียวกัน ในส่วนของเด็กที่มีปัญหาครอบครัวหรือผู้ปกครองไม่สามารถดูแลได้ หน่วยงานก็สามารถเข้ามาดูแลและให้ความช่วยเหลือได้เช่นกัน

สำหรับเด็กที่อยู่ในความดูแลของวัดสวนแก้ว ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนจากต่างจังหวัดที่เข้ามาขอทุนการศึกษา พร้อมทั้งทำงานภายในวัดเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว โดยรายได้ที่ได้รับจะนำไปเป็นทุนการศึกษาและใช้จ่ายในการเรียนต่อ ซึ่งพระพยอมได้ให้การสนับสนุนเด็กกลุ่มนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงปิดภาคเรียน
นางวาริน กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไป ค่าครองชีพสูงขึ้น และมีผู้ตกงานเพิ่มมากขึ้น จึงอยากฝากถึงทุกครอบครัวให้ใช้จ่ายอย่างประหยัด โดยยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้ประชาชนสามารถประหยัดและอดออมได้จริง โดยใช้ชีวิตอย่างพอประมาณ บริโภคเท่าที่มี และปลูกพืชผักไว้รับประทานภายในครัวเรือน
ด้านพระพยอม กัลยาโณ กล่าวว่า ในช่วงนี้ทางวัดอาจจำเป็นต้องงดรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมเป็นการชั่วคราว เนื่องจากค่าใช้จ่ายของวัดสูงถึงเดือนละประมาณ 7–8 ล้านบาท หากยังรับเพิ่มโดยที่รายได้ไม่เพิ่มตาม อาจส่งผลกระทบต่อการดูแลผู้ที่อยู่ภายในวัดในปัจจุบัน และหากรับมาแล้วไม่สามารถดูแลได้อย่างเหมาะสมก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรเกิดขึ้น
พระพยอม กล่าวเพิ่มเติมว่า หากสถานการณ์ดีขึ้นในอนาคต วัดก็พร้อมกลับมารับผู้เดือดร้อนเพิ่มเติมอีกครั้ง โดยย้ำว่าไม่ใช่การเห็นแก่ตัวหรือขาดเมตตา แต่การช่วยเหลือต้องมีทั้งเมตตาและปัญญาควบคู่กัน จึงจำเป็นต้องประคับประคองผู้ที่อยู่ในความดูแลในปัจจุบันให้สามารถอยู่รอดได้ก่อน

นอกจากนี้ พระพยอมยังกล่าวด้วยว่า หลังจากข่าวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป เมื่อวานนี้มีผู้มีจิตศรัทธานำน้ำมันจำนวน 200 ลิตร มาถวายให้กับทางวัด เนื่องจากก่อนหน้านี้วัดประสบปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ไม่สามารถออกบิณฑบาตในระยะไกลได้เหมือนเดิม จึงขอขอบคุณญาติโยมและสื่อมวลชนที่ช่วยนำเสนอข่าว รวมทั้งหน่วยงาน พม.จังหวัดนนทบุรี ที่เข้ามารับฟังปัญหาและให้กำลังใจ
ทั้งนี้ พระพยอมยังได้ให้เด็ก ๆ ที่อยู่ในความดูแลของวัดเข้าพบเจ้าหน้าที่ พม.จังหวัดนนทบุรี เพื่อพูดคุยและประเมินแนวทางการช่วยเหลือ โดยระบุว่า หากวัดยังเปิดรับผู้เดือดร้อนต่อไป จำนวนเด็กอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3 เท่า หรือราว 500 คน ซึ่งค่าใช้จ่ายด้านทุนการศึกษาของเด็กอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านบาทต่อปี และค่าใช้จ่ายเฉพาะเด็กในความดูแลอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายของเด็กเล็กและผู้สูงอายุ
อย่างไรก็ตาม พระพยอมยืนยันว่า แม้จะต้องชะลอการรับผู้เดือดร้อนเพิ่มเติม แต่ทางวัดยังคงมีเมตตาและไม่ทอดทิ้งญาติโยม พร้อมขอบคุณทุกหน่วยงานและผู้มีจิตศรัทธาที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือวัดสวนแก้วในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้



