เมื่อวันที่ 20 ม.ค. ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตนได้เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Kick off and The diary “ย้อนรอยบันทึก สำนึกรักชาติ ประวัติศาสตร์ไทย” เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์แบบเชิงรุก พร้อมด้วย ผอ.สพป.กทม. ผอ.สพม.กท.1 รองหัวหน้าสำนักงานมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ตลอดจนนักเรียนของโรงเรียนในสังกัด สพป.กทม. จำนวน 37 โรงเรียน เข้าร่วม ณ โรงเรียนพญาไท สำนักเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้มีนโยบายขับเคลื่อนการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นนโยบายและจุดเน้นสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ในการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้วยการเรียนรู้ผ่านวิชาและกิจกรรมด้านประวัติศาสตร์ ในวันนี้ นับเป็นโอกาสอันดียิ่งที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ได้จัดกิจกรรมนี้ เพื่อติดตามผลการขับเคลื่อนนโยบายลงสู่สถานศึกษา ผ่านร่องรอยการคิดวิเคราะห์ จับประเด็น สื่อสารของนักเรียนอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.เกศทิพย์ กล่าวอีกว่า การเรียนประวัติศาสตร์แบบท่องจำ ไม่ใช่คำตอบของการทำให้เด็กเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรียนรู้ ดังนั้นโรงเรียนจะต้องมุ่งเน้นการเรียนประวัติศาสตร์รูปแบบใหม่ ด้วยการปรับเปลี่ยนกระบวนการนำไปสู่การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เช่น การศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์นอกสถานที่ การใช้พิพิธภัณฑ์เป็นสื่อ การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นต่อยอดประวัติศาสตร์สู่งานอาชีพ การบูรณาการประวัติศาสตร์กับรายวิชาอื่น การปรับใช้สื่อที่เหมาะกับยุคสมัยเข้าถึงใจนักเรียน เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการคิดวิเคราะห์ ลงมือปฏิบัติ รวมถึงให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ เกิดการเรียนรู้แบบอยากเรียนรู้ และไปสู่เนื้อหาประวัติศาสตร์เป็นไปด้วยความสนุก ทำให้นักเรียนเข้าใจในองค์ความรู้ได้ง่ายขึ้น เห็นคุณค่าในสิ่งที่คุ้นชิน วิถีชีวิตและนำไปสู่นำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างมีเหตุผลและมีความหมาย และนำไปสู่อาชีพได้

สิ่งที่ขอชื่นชมคือ สพป.กทม. มีการขับเคลื่อนการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และครบมิติ คุณภาพลงถึงผู้เรียนในเชิงประจักษ์ ทั้งเรื่องของพฤติกรรมและการเห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ชาติไทย ตัวอย่างที่ดีเห็นได้จากโรงเรียนพญาไท และโรงเรียนอนุบาลสามเสน เป็นต้นแบบ และจากงานวันนี้ทำให้เห็นว่า ทุกโรงเรียนในสังกัด สพป.กทม. มีผลเชิงประจักษ์ที่น่าชื่นชม มีความหลากหลายในการนำเสนออัตลักษณ์ของแต่ละโรงเรียนที่แตกต่างกัน ซึ่งจากการสัมภาษณ์นักเรียนพบว่า ชอบสื่อแอนิเมชั่น “เดอะไดอารี่ บันทึกประวัติศาสตร์ชาติไทย” ซึ่งสามารถเล่าจับประเด็น ลำดับขั้นตอน และยังสามารถดึงสิ่งที่ดู มาวิเคราะห์ให้เห็นถึงการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล ออกมาเห็นเป็นคุณค่า รวมทั้งในเนื้อหาบางตอนยังนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ขอขอบคุณมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์ที่ได้ผลิตสื่อที่สามารถเข้าถึงใจนักเรียนได้อย่างน่าสนใจ

“ทั้งนี้ สิ่งที่ขอฝากในการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์แนวใหม่ คือการร่วมปลูกฝัง บ่มเพาะ นักเรียน ให้รู้คุณค่าประวัติศาสตร์ชาติไทย ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และดึง soft power ที่เรามีออกมาใช้ สร้างคุณค่า ความภาคภูมิใจให้เกิดขึ้นกับนักเรียนทุกคน โดยจัดหาสื่อฯ ที่เข้าถึงใจนักเรียน ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้ประวัติศาสตร์เป็นไปด้วยความสนุกสนาน สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ พร้อมทั้งจัดการเรียนรู้ นำไปสู่ Active Learning เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ร่วมคิด และลงมือปฏิบัติ ซึ่งครูทุกคนต้องร่วมมือกัน ทำให้เกิดการคิดวิเคราะห์ ผ่านการปรับการจัดการเรียนรู้ โดยบูรณาการแหล่งเรียนรู้เป็นห้องเรียนรวมรายวิชา รวบตัวชี้วัด ตัดเนื้อหาที่ซ้ำซ้อน เป็นการลดเวลา ลดภาระของครูและนักเรียน เมื่อนักเรียนมีเวลาและได้เรียนสิ่งที่สนใจและถนัด ก็จะทำให้อดทนต่อการเรียนรู้ จนสามารถสร้างสรรค์ชิ้นงานและนำไปต่อยอดในชีวิตประจำวันได้ สอดคล้องกับเป้าหมายของหลักสูตรชาติ ได้แก่ มาตรฐานตัวชี้วัด คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ และสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน นั่นเองค่ะ” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว