ผ่านพ้นไปแล้วกับการจัดประมูลการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้ วงโคจรดาวเทียม ในลักษณะจัดชุด (Package) เป็นครั้งแรกของประเทศไทย!?!
ซึ่งการประมูลครั้งนี้ทาง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ได้นำออกมาประมูล 5 ชุดใบอนุญาต แต่ประมูลออก จำนวน 3 ชุดใบอนุญาต คือ ชุดที่ 2 วงโคจร 78.5อี (องศาตะวันออก) ผู้ชนะ คือ บริษัท สเปซ เทค อินโนเวชั่น จำกัด ราคา 380,017,850 บาท
และชุดที่ 3 วงโคจร 119.5 อี และวงโคจร 120 อี ผู้ชนะคือ บริษัท สเปซ เทค อินโนเวชั่น จำกัด เช่นกัน ราคา 417,408,600 บาท ส่วนอีกหนึ่งใบอนุญาต คือ ชุดที่ 4 วงโคจร 126 อี ผู้ชนะประมูลคือ บริษัท โทรคมนาคม แห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที ราคา 9,076,200 บาท
ขณะที่ อีก 2 ชุด คือ ชุดที่ 1 วงโคจร 50.5 อี และวงโคจร 51 อี และ ชุดที่ 5 วงโคจร 142 อี ไม่มีผู้สนใจเคาะประมูล ทำให้การประมูลครั้งนี้มีผู้ชนะ 2 ราย 3 ใบอนุญาต รวมเงินที่ได้จากการประมูลทั้งสิ้น 806,502,650 บาท

อย่างไรก็ตาม ก่อนการจัดประมูลก็มีเรื่องวุ่นๆ เมื่อมีพรรคการเมืองบางพรรค และ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ยื่นหนังสือค้าน!! แต่การประมูลก็เดินหน้าต่อไป และแม้การจัดประมูลครั้งนี้จะจบไปแล้ว แต่ก็เหมือนว่าไม่จบ! เพราะ “ศรีสุวรรณ จรรยา” เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ว่าการประมูลวงโคจรดาวเทียม ซึ่งเป็นสมบัติของชาติครั้งนี้ มิชอบด้วยกฎหมาย!! ซึ่งศาลได้นัดไต่สวนฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 19 ม.ค. ซึ่งก็คงต้องเป็นไปตามกระบวนการว่าศาลจะมีคำสั่งอย่างไร?!? ซึ่งล่าสุด เมื่อวันที่ 20 ม.ค. ศาลปกครองได้ยกคำร้องที่ขอให้มีการคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งก็คงต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมว่าศาลจะมีคำพิพากษาอย่างไรต่อไปในอนาคต?!?
อย่างไรก็ตาม หลังประมูลนอกจากกระบวนการที่ถูกฟ้องร้องแล้ว ยังมีเรื่องที่ กสทช.ยังต้องเร่งหาวิธี และแก้ปัญหา ก็คือ ชุดข้อมูลข่ายงานดาวเทียมอีก 2 ชุดใบอนุญาตที่ยังประมูลไม่ออก!?! จะทำอย่างไร?? โดยเฉพาะในชุดที่ 1 ที่มีพื้นที่บริหารในแถบอาหรับ ทวีปยุโรป แอฟริกา และมหาสมุทรแอตแลนติก ที่มีเงื่อนไขส่วนหนึ่งว่าต้องส่งดาวเทียมขึ้น สู่อวกาศในเดือน พ.ย.67 ซึ่งเวลากระชั้นชิดมาก!!

พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. และประธานอนุกรรมการด้านกิจการดาวเทียม บอกว่า ตามมาตรา 60 ของรัฐธรรมนูญปี 60 กำหนดให้ “รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม อันเป็นสมบัติของชาติ” ต่อมาจึงได้มีการแก้ไขอำนาจหน้าที่ของ กสทช.ปี 62 ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ทำให้ กสทช.มีงานด้านดาวเทียมเพิ่มเข้ามา ภายใต้กรอบงาน รักษาสิทธิวงโคจรที่มีอยู่เดิม จัดสรรสิทธิเพื่อประโยชน์ ของรัฐและประชาชน และส่งเสริมการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมในการประกอบกิจการดาวเทียม ส่งผลให้มีการจัดประมูลเพื่อเปลี่ยนผ่านจากระบบสัปทานสู่ใบอนุญาต
“การจัดประมูลครั้งนี้สิ่งที่ดีใจอย่างหนึ่ง คือ จากเดิมที่มีผู้ประกอบการเพียงเจ้าเดียวที่ได้สัมปทาน เอกชนรายอื่นไม่สามารถทำธุรกิจแข่งขันได้ แต่ เมื่อเปลี่ยนมาประมูลเป็นใบอนุญาตทำให้มีผู้ล่นรายใหม่เพิ่มขึ้นมา ทำให้มีผู้ประกอบการเพิ่มเป็น 2 ราย และการที่ประมูลได้ 3 ใบอนุญาต ก็เสมือนเป็นภาคบังคับว่าประเทศไทย จะมีดาวเทียมอย่างน้อยอีก 3 วงโคจร ที่จะมาให้บริการกับประชาชน โดยมี 2 ผู้ให้บริการ และเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ ได้ทั้งบรอดแคสต์ และบรอดแบนด์”

นอกจากนี้ในใบอนุญาตชุดที่ 3 วงโคจร 119.5 อี หากหน่วยงานภาครัฐต้องการใช้งานมากว่า 400 เมกะบิต ก็มีกำหนดในเงื่อนไขว่า บริษัทที่ชนะการประมูลต้องมาตกลงกับหน่าวยงานภาครัฐ ว่า หากรัฐต้องการ ใช้งานเพิ่มมากขึ้น ก็ต้องอนุญาตให้หน่วยงานรัฐใช้งานเพิ่มขึ้น แต่จะได้รับค่าใช้จ่ายเพิ่มจากส่วนนี้ รวมถึงการจัดตั้งเกตเวย์ ที่ควบคุมการใช้งานตามความต้องการของภาครัฐ
ซึ่งต้องอนุญาตให้หน่วยงานรัฐ ตั้งเกตเวย์เพื่อควบคุมการใช้งานของเอกชนและภาครัฐ โดยรัฐจะเป็น ผู้ดำเนินการ เรื่องค่าใช้จ่ายเอง เพื่อให้เกิดความแฟร์ กับภาคเอกชนด้วย ซึ่งบอร์ด กสทช.ชุดนี้มองว่า เป็นการจัดสรรทรัพยากร ที่คุ้มค่าได้ประโยชน์ทั้งภาคเอกชนที่ทำธุรกิจได้ และรัฐก็ได้ประโยชน์ด้วย เป็นการพิจารณาอย่างรอบครอบและเหมาะสม!!
“สำหรับส่วนตัวมองว่าที่เอกชนไม่ประมูลวงโคจรดาวเทียมชุดที่ 1 และ 5 น่าจะเป็นเพราะวงโคจรอยู่ห่างจากประเทศไทย ต้องไปทำตลาดในต่างประเทศจึงไม่ได้รับความสนใจ เพราะต้องไปแข่งขันกับผู้ประกอบการต่างประเทศ และปัจจุบันธุรกิจดาวเทียม ไม่ได้สดใสเหมือนในอดีตช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา เป็นตลาดขาลง เพราะแต่ละประเทศมี การยิงดาวเทียมและมีผู้ประกอบการมากขึ้นต้องแข่งขันกันสูง ขณะที่ธุรกิจดาวเทียมต้องใช้เงินลงทุนสูง“

พลอากาศโท ธนพันธุ์ บอกถึงกรณีที่มีผู้คัดค้านและยื่นฟ้องศาลว่า เป็นเรื่องปกติมีทุกการประมูล ก็เป็นเรื่องที่ กสทช. ต้องชี้แจงไป การใช้วีธีประมูลดีกว่าอย่างไร ส่วนเรื่องตัวเลขรายได้เข้ารัฐน้อย ต้องเข้าใจว่าพื้นฐานธุรกิจ ในปัจจุบันไม่มีเอกชนอยากเข้ามา หรือแม้แต่หน่วยงานรัฐเอง ส่วนเรื่อง 2 ชุดที่ประมูลไม่ออกนั้น ก็ถือเป็น “โจทย์ใหญ่” ของ บอร์ด กสทช. เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้รักษาสิทธิ แต่ก็มีกฎเกณฑ์ของ สหภาพโทรคมนาคม ระหว่างประเทศ หรือ ไอทียู กำกับอยู่
“ในเรื่องนี้บอร์ด กสทช. ได้เห็นชอบให้สำนักงาน กสทช. ไปจัดทำร่างปรับ หลักเกณฑ์และ วิธีการอนุญาต ให้ใช้สิทธิฯ มาใหม่ ซึ่งจะใช้วีธีการประมูลหรือไม่ หรือจะใช้แนวคิดใหม่เลย เช่น อาจจะใช้วิธีประมูลโดยการคัดเลือก คุณสมบัติ โดยไม่เคาะราคา หรือ บิวตี้ คอนเทสต์ และการพ่วงวงโคจรที่สามารถให้บริการในไทยได้ ฯลฯ ก็ต้องมาแก้แผนบริหารสิทธิใหม่ ซึ่ง กสทช.ต้องพิจารณากันอีกที ซึ่งจะใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน”
จึงเป็นงานที่ กสทช.ต้องเร่งดำเนินการกับเรื่อง “ดาวเทียม” ที่ดูเหมือนว่าประมูลจบไปแล้ว แต่กลับไม่จบซะทีเดียว!! มีเรื่องวุ่นๆให้ต้องแก้ต่อไป!?!
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



