เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 23 ม.ค. ที่บริเวณด้านหน้าศาลอาญากรุงเทพฯใต้ ถนนเจริญกรุง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง เดินทางมาร่วมรับฟังศาลนัดสอบคำให้การจำเลยในคดี นายชัยณัฐร์ กรณ์ชายานันท์ หรือ ตู้ห่าว ผู้ต้องหาคดีหมายเลขดำ ย.87/2566 พร้อมพวกที่ถูกฝากขังในเรือนจำและศาลนัดสอบปากคำผู้ต้องหานัดแรก
นายชูวิทย์ กล่าวว่า เมื่อ 5 ปีก่อน ตนเคยติดคุกติดตารางที่ศาลอาญา ใต้แห่งนี้ถูกใช้กระบวนการยุติธรรมเมื่อตนทำผิด และวันนี้จะมาติดตามดูว่าความยุติธรรมจะมีให้คนไทยอย่างตนไหม และจะนั่งฟังอย่างเรียบร้อย แต่เป็นวันแรกที่ศาลนัดดูพยานหลักฐานดูคำให้การ สอบถามจำเลยว่าจะปฏิเสธหรือรับสารภาพ ตอนเข้าใจว่านายตู้ห่าวและเครือข่ายก็คงปฏิเสธเพราะโทษหนักรวม 9 ข้อหา อย่างไรก็ดีศาลคงจะนัดดูว่ามีหลักฐานอื่นหรือไม่และจำเลยมีพยานเท่าไหร่และจะนัดสืบพยานกันยังไงกี่วันกี่นัด
นายชูวิทย์ กล่าวต่อว่า ประการสำคัญที่อยากจะบอกว่ามีการข่มขู่พยาน แล้วตนมีหลักฐานสดๆร้อนๆ และได้ส่งให้กับ พลตำรวจเอกดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ. ตร. ไปเมื่อวานนี้ (22 ม.ค.) จากนั้น ผบ.ตร.ก็ได้ส่งทีมงานไปสอบพยานว่ามีการข่มขู่อย่างไร มีการเขียนระบุว่า จะให้เงินให้ทองแต่ไม่ต้องไปให้การ การกระทำแบบนี้เรียกว่าคำใต้ดิน ตนมองว่าต่อไปคงมีการวิ่งเต้นมีหลายคดี อย่างนายตู้ห่าวหรือใครก็ตาม ใช้วิธีใต้ดินยัดเงินให้กับพยานเพื่อไม่ต้องมาให้การ และให้พยานหลบหนีไป
นายชูวิทย์ กล่าวอีกว่า และตนเคยมายืนหน้าศาลนี้ถูกศาลตัดสินจำคุก 2 ปี และตนไปติดคุกและได้รับพระราชทานอภัยโทษ เมื่อตนออกมา จะขอดูว่าคนอื่นที่ทำผิดจะได้รับโทษเหมือนกับตนไหม หากไม่ได้รับก็ถือว่าไม่ยุติธรรมกับตนเพราะตนรับอยู่คนเดียว ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ มาขายยาเสพติดเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตนนำเรียนท่าน ผบ.ตร.ทำให้ ผบ.ตร. กระฉับกระเฉงไปถอนประกัน เพราะวันนี้มีการแจ้งข้อหาเพิ่ม จากเดิมมีบุคคลสำคัญ 2 คน ในข้อหาฟอกเงินแต่วันนี้เพิ่มข้อหามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และตนในฐานะประชาชนจะขอมาดูว่านายตู้ห่าวจะมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ใดไหมซึ่งตนจะเข้าไปนั่งฟัง และจะออกมารายงานให้สังคมทราบ
“นอกจากนี้ผมได้ยื่นตัวเองเข้าไปเป็นพยานชี้เบาะแส และพยานบุคคลก็เป็นของตนอีกด้วยโดยศาลยังไม่มีการนัดให้ตนไปให้ปากคำอีกด้วย เพราะสู้ติดแน่ แพ้ติดนาน ส่วนพยานคนนี้เป็นพยานที่เห็นความเคลื่อนไหว เป็นคนสำคัญและใกล้ชิดนายตู้ห่าวแต่ตนไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะอาจเกิดอันตรายกับตัวพยานคนดังกล่าว และหลักฐานการข่มขู่นั้นเป็นการส่งแชตไลน์ไปข่มขู่ และมีการส่งคน 3-4 คน ไปดูบ้านพยาน เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นผู้มีอิทธิพลมีเงินจะใช้ทุกวิถีทางทำลายน้ำหนักพยาน” นายชูวิทย์ กล่าว.



