เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. นพ. ธนีย์ ธนียวัน อายุรแพทย์โรคปอด โพสต์ข้อความให้ความรู้เรื่องสุขภาพลงในเพจ Doctor Tany ว่า

อาลัยน้องมัดไหม ว่าที่นิสิตจุฬาฯ วัย 18 ปี ติดเชื้อในกระแสเลือดจาก “ฝีในช่องท้องแตก”

ผมเชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวของน้องมัดไหม ว่าที่นิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เสียชีวิตในวัยเพียง 18 ปี จากภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งมีสาเหตุมาจากฝีในช่องท้องแตก ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว เพื่อน และทุกคนที่รักน้องด้วยนะครับ

หลายคนอาจสงสัยว่า ฝีในช่องท้องคืออะไร? แล้วทำไมถึงรุนแรงจนทำให้คนอายวน้อยและแข็งแรงเสียชีวิตได้

ฝีในช่องท้อง คืออะไร?

ฝี หรือ Abscess คือก้อนหนองที่เกิดจากการติดเชื้อ เวลาร่างกายพบเชื้อโรค จะพยายามส่งเม็ดเลือดขาวและสารภูมิคุ้มกันเข้าไปกำจัดเชื้อ พร้อมสร้างกำแพงล้อมเชื้อเอาไว้ไม่ให้กระจายไปส่วนอื่นของร่างกาย ปัญหาคือถ้าวันหนึ่งฝีนั้นแตกขึ้นมา เชื้อโรค หนอง และสารอักเสบจำนวนมหาศาลจะกระจายไปทั่วช่องท้องทันที

ภาวะนี้ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุช่องท้องอย่างรุนแรง หรือที่เรียกว่า Peritonitis และเชื้อโรคสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้ แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่อันตรายไม่ใช่แค่เชื้อโรค ในความเป็นจริง สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าคือ “การตอบสนองของร่างกายต่อเชื้อโรค”

เมื่อร่างกายรับรู้ว่ามีการติดเชื้อรุนแรง จะมีการหลั่งสารอักเสบออกมาจำนวนมากเพื่อพยายามกำจัดเชื้อ สารเหล่านี้ทำให้หลอดเลือดทั่วร่างกายขยายตัวพร้อมกัน ผลคือ:

  • ความดันโลหิตตกอย่างรุนแรง
  • เลือดไปเลี้ยงอวัยวะไม่พอ
  • ไตวายเฉียบพลัน
  • ตับทำงานผิดปกติ
  • สมองขาดเลือดจนหมดสติ

นอกจากนี้ยังอาจเกิดภาวะปอดล้มเหลวเฉียบพลัน (ARDS) และภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ (DIC) ซึ่งทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันทั่วร่างกายและมีเลือดออกผิดปกติได้พร้อมกัน สุดท้ายอาจนำไปสู่ภาวะอวัยวะหลายระบบล้มเหลว และเสียชีวิตได้

แล้วฝีในช่องท้องเกิดจากอะไร?

ต้องย้ำก่อนนะครับว่า ข้อมูลของน้องที่เปิดเผยต่อสาธารณะมีค่อนข้างจำกัด ดังนั้นสิ่งที่จะพูดต่อไปนี้เป็นเพียงความเป็นไปได้ทางการแพทย์ ไม่ใช่ข้อสรุปของกรณีนี้

จากข้อมูลที่ญาติเล่าว่า น้องมีอาการปวดท้องเรื้อรังมาระยะหนึ่ง และหลายคนเข้าใจว่าอาจเกี่ยวข้องกับอาการปวดประจำเดือน หนึ่งในโรคที่แพทย์อาจนึกถึงคือ “เนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่” หรือ Endometriosis โรคนี้พบได้ค่อนข้างบ่อยในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์

อาการสำคัญคือปวดประจำเดือนมากกว่าปกติ และบางรายอาจมีอาการปวดต่อเนื่องแม้หมดประจำเดือนไปแล้ว หากเนื้อเยื่อเหล่านี้ไปเกาะอยู่ใกล้ลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ หรืออวัยวะในอุ้งเชิงกราน อาจทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้

อย่างไรก็ตาม ยังมีสาเหตุอื่นที่เป็นไปได้เช่นกัน ได้แก่:

  • ไส้ติ่งอักเสบเรื้อรังที่มีการแตกเล็ก ๆ และเกิดเป็นฝี
  • การติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานจนเกิดก้อนหนอง
  • ถุงน้ำรังไข่ที่มีภาวะแทรกซ้อน
  • โรคลำไส้อักเสบเรื้อรังบางชนิด เช่น Crohn’s Disease
  • ความผิดปกติของลำไส้ที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด (ทั้งหมดนี้สามารถก่อให้เกิดฝีในช่องท้องได้เช่นกัน)

ทำไมการรักษาถึงช่วยไว้ไม่ได้?

การรักษาภาวะติดเชื้อรุนแรงมีหลักสำคัญ 2 อย่าง:

  1. ให้ยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็วที่สุด
  2. ควบคุมต้นตอของการติดเชื้อ หรือที่เรียกว่า Source Control

ในกรณีที่มีฝีอยู่ในช่องท้อง การให้ยาฆ่าเชื้อเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะแหล่งติดเชื้อยังคงอยู่ แพทย์อาจต้องระบายหนองหรือผ่าตัดนำต้นเหตุออก ยิ่งวินิจฉัยได้ช้า โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนและเสียชีวิตก็ยิ่งสูงขึ้น

อาการปวดประจำเดือนแบบไหนที่ควรรีบพบแพทย์?

  • ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกเดือน
  • ปวดจนใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้
  • ปวดต่อเนื่องแม้ประจำเดือนหมดแล้ว
  • มีไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
  • ปวดจนตื่นกลางดึก
  • ปวดผิดจากที่เคยเป็น
  • มีเลือดออกทางปัสสาวะหรืออุจจาระ
  • มีอาการท้องเสียหรือท้องผูกร่วมกับการปวดประจำเดือน

สิ่งสำคัญคือ: ถ้าคุณรู้สึกว่าอาการปวดของตัวเอง “ไม่ปกติ” อย่าฝืนอดทน อย่าคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา การตรวจหาสาเหตุให้เร็ว อาจช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้

สุดท้ายนี้ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัว เพื่อน และผู้ที่รักน้องมัดไหมทุกคนครับ และขอให้น้องไปสู่ภพภูมิที่สงบ

*หมายเหตุ: ข้อมูลสาเหตุที่เป็นไปได้ในบทความนี้เป็นการอธิบายความรู้ทางการแพทย์จากข้อมูลสาธารณะที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่ข้อสรุปการวินิจฉัยของกรณีนี้