เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมสัมมนาขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาเอกชน ว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ความสำคัญกับความเสมอภาคทางการศึกษา โดยยึดหลักตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้เด็กและเยาวชนทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะศึกษาอยู่ในโรงเรียนของรัฐหรือโรงเรียนเอกชน ซึ่งที่ผ่านมา ศธ.ได้ผลักดันให้โรงเรียนเอกชนได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการศึกษาอย่างเท่าเทียมกับโรงเรียนของรัฐ โดยเฉพาะโครงการอาหารกลางวัน ซึ่งก่อนหน้านี้นักเรียนในโรงเรียนเอกชนยังได้รับการสนับสนุนไม่ครบถ้วน ขณะนี้ศธ.ได้เร่งดำเนินการ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการประชุมครั้งนี้ ผู้แทนโรงเรียนเอกชนได้สะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะหลายประเด็น เช่น การขอให้ภาครัฐพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงข้อเสนอจากโรงเรียนนานาชาติที่ต้องการให้ศธ.อำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาตและการเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ของครูชาวต่างชาติ เพื่อรองรับการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของโรงเรียนเอกชน โดยเฉพาะปัญหาผู้ปกครองค้างชำระค่าเล่าเรียน ซึ่งส่งผลต่อสภาพคล่องของสถานศึกษา บางแห่งประสบปัญหาในการบริหารจัดการงบประมาณ
“โรงเรียนเอกชนเสนอให้กองทุนสงเคราะห์เข้ามาช่วยเหลือผู้ปกครองที่มีปัญหาด้านการเงิน เช่น การสนับสนุนค่าเล่าเรียนในลักษณะร่วมจ่าย หรือคนละครึ่ง ระหว่างกองทุนกับผู้ปกครอง รวมถึงการกำหนดมาตรการผ่อนชำระค่าเล่าเรียน ซึ่งกระทรวงจะนำข้อเสนอดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ต่อไป” นายประเสริฐ กล่าวและว่า ส่วนข้อเสนอด้านสวัสดิการครูเอกชนนั้น ผู้แทนครูเอกชนได้ขอให้ศธ.พิจารณาขยายสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะระบบเบิกค่ารักษาพยาบาลตรง ซึ่งปัจจุบันมีสถานพยาบาลเข้าร่วมโครงการประมาณ 300-400 แห่ง ขณะที่มีครูและบุคลากรทางการศึกษาเอกชนกว่า 2 แสนคนทั่วประเทศ จึงต้องการให้เพิ่มจำนวนสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ รวมทั้งขอปรับเพิ่มวงเงินค่ารักษาพยาบาลจากเดิม 100,000 บาท เป็น 200,000 บาท ซึ่งเราจะรับมาพิจารณาดำเนินการต่อไป



