สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ว่า การฟ้องร้องดำเนินคดีแบบกลุ่มโดยกลุ่มชนพื้นเมือง 325 กลุ่ม สิ้นสุดด้วยการตกลงชำระเงินประมาณ 2,800 ล้านดอลลาร์แคนาดา ซึ่งจะถูกนำไปไว้ในกองทุนทรัสต์ที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาล

ทั้งนี้ รัฐบาลออตตาวาแถลงว่า เงินดังกล่าวจะถูกใช้เพื่อฟื้นฟูการศึกษา, วัฒนธรรม และภาษาของชนพื้นเมือง เพื่อช่วยเหลือผู้รอดชีวิตในการรักษา และการเชื่อมต่อกับมรดกของพวกเขาอีกครั้ง

รัฐบาลแคนาดาส่งเด็กประมาณ 150,000 คน เข้าโรงเรียนประจำ 139 แห่ง ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษที่ 1800 ถึงช่วงทศวรรษที่ 1990 ซึ่งสถาบันหลายแห่งดำเนินการโดยคริสตจักรคาทอลิก และในช่วงเวลานั้น เด็กพื้นเมืองถูกตัดขาดจากครอบครัว, ภาษา และวัฒนธรรมของพวกเขา

ยิ่งไปกว่านั้น เด็กพื้นเมืองจำนวนมากยังถูกล่วงละเมิดทางร่างกายและทางเพศ อีกทั้งมีการเชื่อว่า เด็กหลายพันคนเสียชีวิตเพราะโรคภัยไข้เจ็บ, ภาวะทุพโภชนาการ หรือการถูกทอดทิ้ง

“แคนาดาใช้เวลานานเกินไปในการยอมรับประวัติศาสตร์, การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ก่อขึ้น และตระหนักถึงความเสียหายโดยรวมต่อประเทศของเรา อันเกิดมาจากโรงเรียนประจำ” นายแกร์รี เฟสชุก ผู้นำชนพื้นเมือง และโจทก์ในคดีความ กล่าว

เมื่อปี 2558 คณะกรรมการสอบสวนแห่งชาติของแคนาดา เรียกระบบโรงเรียนประจำว่า เป็น “การฆ่าล้างทางวัฒธรรม” ขณะที่ชาวแคนาดาหลายร้อยคนออกมาประท้วง และเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างอิสระกับ “โรงเรียนประจำ” ซึ่งเด็กพื้นเมืองจำนวนมากถูกบังคับให้เข้าเรียน.

เครดิตภาพ : REUTERS