เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยถึงการรับนักศึกษาอาชีวะ ในปีการศึกษา 2566 ว่า การรับนักศึกษาอาชีวะในปีการศึกษานี้ ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) นั้น ตนได้มอบหมายเป็นนโยบายให้แก่ผู้บริหารสถานศึกษาทุกแห่งแล้วว่า ไม่ต้องกังวลกับการออกไปแนะแนวเรียนต่อด้านสายอาชีพในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพราะเรื่องแนะแนวการเรียนต่อนั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่วิทยาลัยแต่ละแห่งต้องจัดกิจกรรมเปิดบ้านแนะนำหลักสูตรปรับโฉมสถานศึกษาของตัวเองให้มีจุดเด่น และประชาสัมพันธ์ในคนในพื้นที่รับทราบข้อมูลสถานศึกษาที่ต้องถูกต้อง เช่น เรียนอาชีวะแล้วมีงานทำ ได้ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย และมีเงินเก็บเงินฝาก ทำให้การเรียนสายอาชีวะในเชิงบวก เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ผู้ปกครองและเด็กจะสนใจเข้ามาสมัครเรียนเอง รวมถึงขณะนี้ สอศ.ได้ตั้งเป้าการเพิ่มการเรียนการสอนในรูปแบบทวิภาคีมากขึ้น และการฟื้นหลักสูตรทวิศึกษาในกลุ่มโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ซึ่งจะเป็นการเรียนจบการศึกษาแล้วได้สองวุฒิ ทั้งนี้ตนเชื่อว่าการรับนักศึกษาสังกัดสอศ.ในปีนี้จะเพิ่มผู้เรียนสายอาชีวะได้มากขึ้นอย่างแน่นอน
เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับยกระดับวิทยาลันเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) จำนวน 41 แห่งทั่วประเทศนั้น ซึ่งน.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ได้มอบนโยบายในการปรับปรุงวษท.มาแล้วว่าจะต้องปรับโฉม วษท. ทั้ง 41 แห่ง สู่การเรียนเกษตรสมัยใหม่ เพื่อสร้างนวัตกรรมให้แก่กลุ่มภาคอุตสาหกรรมเกษตรในอนาคต โดยขณะนี้ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการปฏิรูปวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีขึ้นมาแล้ว ดังนั้น จากนี้ไปเราจะปรับโฉมใหม่ของ วษท.ทุกแห่งให้เป็นการเรียนการสอนเกษตรด้านนวัตกรรมหรือเกษตรเทคโนโลยี ซึ่งที่ผ่านมาการเรียนการสอนของ วษท.อาจกำหนดให้สอนแค่การเรียนเกษตรเท่านั้น แต่จากนี้ไป วษท.แห่งไหนที่มีความพร้อมสามารถจัดการเรียนการสอนที่นอกเหนือจากการเรียนเกษตรได้ เช่น ช่างกลเกษตร หรือด้านพานิชยกรรม คหกรรม เป็นต้น โดย วษท.จะจัดการเรียนการสอนศาสตร์ด้านไหนก็ได้แต่ต้องเป็นที่ต้องการของประชาชนและคนในพื้นที่.


