สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ว่า จากกรณีเหตุอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน โจมตีและสร้างความเสียหายให้กับโรงงานผลิตอาวุธแห่งหนึ่ง ในเมืองเอสฟาฮาน ซึ่งเป็นเมืองเอกของจังหวัดเอสฟาฮาน ตั้งอยู่ทางตอนกลางของอิหร่าน เมื่อคืนวันที่ 29 ม.ค. ที่ผ่านมา


นายอาเมียร์ เซอิด อิราวานี หัวหน้าคณะผู้แทนถาวรอิหร่านประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ยื่นหนังสือต่อนายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการยูเอ็น ว่า ผลการสืบสวนสอบสวนเบื้องต้นบ่งชี้ว่า “อิสราเอลอยู่เบื้องหลัง” ดังนั้น รัฐบาลเตหะราน “มีความชอบธรรมที่จะตอบโต้ต่อทุกภัยคุกคามและการข่มขู่จากรัฐไซออนิสต์”


ก่อนหน้านั้น นายฮอสเซ็น อมิราบโดลลาเฮียน รมว.การต่างประเทศอิหร่าน ไม่ได้กล่าวพาดพิงประเทศหนึ่งประเทศใดอย่างเป็นทางการ โดยให้ความเห็นเพียงว่า “เป็นการโจมตีอย่างขี้ขลาด” เพื่อบ่อนทำลายเสถียรภาพและความมั่นคงภายในของอิหร่าน พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อโครงการนิวเคลียร์ของรัฐบาลเตหะราน “ซึ่งดำเนินการอย่างสันติ”


ขณะที่สหรัฐและอิสราเอลยังปฏิเสธให้ความเห็นอย่างเป็นทางการ โดยท่าทีของฝั่งอเมริกามีเพียงข้อมูลจากสื่อท้องถิ่น ที่รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า อิสราเอล “เกี่ยวข้องโดยตรง” และยืนยันว่า รัฐบาลวอชิงตัน “ไม่มีส่วนร่วมไม่ว่าในทางใดก็ตาม” ส่วนนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ซึ่งกลับมารับตำแหน่งผู้นำอิสราเอล เมื่อปลายเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา ประกาศสานต่อ “การดำเนินการทุกวิถีทาง” เพื่อป้องปรามไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์


อนึ่ง จังหวัดเอสฟาฮานเป็นสถานที่ตั้งโรงงานและโครงการนิวเคลียร์ที่สำคัญหลายแห่งของอิหร่าน หนึ่งในนั้นคือโรงงานนาทานซ์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และรัฐบาลเตหะรานเคยกล่าวหา อิสราเอลอยู่เบื้องหลังการโจมตีทางไซเบอร์ต่อระบบไฟฟ้าภายในโรงงาน เมื่อปี 2564.

เครดิตภาพ : REUTERS