จากกรณี ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) รายงานผลการช่วยชีวิต “เต่าตนุ” วัยเด็ก ขนาดความยาวกระดอง 28 เซนติเมตร น้ำหนัก 3 กิโลกรัม มีอาการอ่อนแรง เกยตื้นหาดกะตะ ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต จากนั้นนำมาอนุบาลพักฟื้นที่ศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากสิรีธาร เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา

ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ศูนย์วิจัยทรัพท์กรทางทะเล และชายฝั่งอันดามันตอนบน แหลมพันวา ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต แจ้งว่า ผลการรักษาเต่าตนุตัวดังกล่าว มีอาการดีขึ้นตามลำดับ สามารถว่ายน้ำได้ดีขึ้น กินอาหารได้เอง ผลการตรวจทางรังสีวิทยา พบการอุดตันภายในทางเดินอาหาร คาดว่าเป็นขยะทะเล และเต่าได้ถ่ายเป็นขยะทะเลออกมาทั้งหมด 6 ครั้ง แบ่งเป็นขยะประเภทพลาสติกชนิดบางร้อยละ 21 ประเภทเชือก สายรัดของ ผ้า-เส้นใยไฟเบอร์ร้อยละ 6 พลาสติกแข็งร้อยละ 16 และ เศษถุงพลาสติกร้อยละ 57 นับจำนวนขยะได้ 158 ชิ้น ชั่งน้ำหนักขยะแห้งรวม 60 กรัม (6ขีด)

ด้านนายสัตวแพทย์ปฐมพงศ์ จงจิตต์ สัตวแพทย์ประจำศูนย์วิจัยสัตว์หายาก ชายฝั่งทะเลอันดามัน เปิดเผยว่า ก่อนที่จะรับตัวมาในตัวสัตว์จะมีแผลที่ใบพายหน้า ใบพายหลัง ใต้กระดองท้อง และบริเวณสันคอเล็กน้อย ร่างมีภาวะอ่อนแรงแต่ยังว่ายน้ำได้ หลังจากได้ทำการเอ็กซเรย์แล้วพบมีสิ่งแปลกปลอมอุดตันอยู่ในลำไส้ จึงให้ยาปฏิชีวนะรักษาลำไส้ จนกระทั่งถ่ายเอาขยะออกมาดังกล่าว

อย่างไรก็ตามหลังจากให้ยาปฏิชีวนะไปแล้ว ก็ต้องรักษาอาการติดเชื้อในร่างกายต่อเนื่อง รวมทั้งให้วิตามินผ่านหลอดเลือดด้วย สำหรับปัญหาเรื่องการกินอาหาร ได้ทำการปั่นอาหารเหลวคล้ายกับของคน เป็นอาหารอ่อนที่เข้มข้นโดยการคำนวณตามน้ำหนักตัวที่มีความต้องการอาหารในแต่ละวัน โดยให้วันเว้นวัน เพื่อมีการกระตุ้นการให้อาหาร พร้อมกับการให้ยาปฏิชีวนะในตัวสัตว์ รวมทั้งการทำแผลต่าง ๆ จากนั้นก็นำมาเอกซเรย์ซ้ำๆ ดูว่ายังมีการอุดตันในช่องท้องอีกหรือไม่ จนกระทั่งล่าสุดพบว่า เต่าตนุตัวนี้ สามารถที่จะกินอาหารเองได้ และว่ายน้ำได้ อาการปลอดภัยแล้ว.