เมื่อวันที่ 4 ก.พ. นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมพร้อมการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ของพรรค ว่า เบื้องต้นมี ส.ส.พรรค เสนอชื่อขออภิปรายครั้งนี้เกือบ 20 คน ขณะนี้ได้คัดเลือกจำนวนที่เหมาะสมเรียบร้อยแล้วตามประเด็นที่เสนอมา แต่ตนไม่ทราบว่ามีจำนวนกี่คน โดยเราวางแผนไว้ว่าจะอภิปรายฯ ภาพรวม และไม่ใช่ประเด็นเฉพาะเจาะจงตามที่เกิดขึ้นในช่วงปัจจุบัน เพื่อชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยกตัวอย่าง เช่น การปฏิรูปตำรวจ รวมถึงความความเดือดร้อนของชาวบ้าน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเกษตร

ทางด้าน นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ระบุถึงสาเหตุสภาฯ ล่ม ว่า มีการลากกฎหมายไปเล่นเกมทางการเมือง ว่า เป็นอีกครั้งที่นายกฯ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร และอดีตแคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 1 ของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แสดงความไม่เข้าใจและไม่รับผิดชอบต่อกระบวนการในระบอบประชาธิปไตย กฎหมายเกือบทุกฉบับที่เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ มาจากรัฐบาล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลต้องผลักดันออกมาเป็นกฎหมาย แต่ปรากฏว่าฝ่ายรัฐบาลไม่สามารถรักษาสถานะองค์ประชุมได้ เป็นการไม่สะท้อนต่อความรับผิดชอบต่อสภาฯ และประชาชน

พรรครวมฝ่ายค้านเองให้ความร่วมมือมาโดยตลอด และพยายามแสดงให้เห็นว่าสภาฯ เป็นหนึ่งในองคาพยพที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง และ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยตอบกระทู้ถามในสภาฯ แม้แต่ครั้งเดียว สิ่งที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งคือแทนที่ในช่วงสุดท้ายของสภาฯ สมาชิกจะช่วยกันทำงาน แต่กับกลายเป็นว่าผู้นำรัฐบาล ใช้ช่องทางนี้มาแข่งขันกันเอง เพื่อสร้างคะแนนนิยม ไม่ว่าจะ 2 ป. หรือ 3 ป. โดยหมิ่นเหม่ต่อการใช้อำนาจรัฐในการลงพื้นที่เพื่อหาเสียงให้กับพรรคพวกของตัวเองมากกว่าแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน 

ในท้ายที่สุด สิ่งที่สะท้อนออกมาไม่ได้ออกมาจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่มาจากรองประธานสภาฯ คนที่ 2 ของพรรคฝ่ายรัฐบาลเอง ที่บอกว่าให้ยุบสภาดีกว่า แม้ตนจะยังไม่อยากให้ยุบสภา เนื่องด้วยติดเงื่อนไขของกฎหมายที่ยังพิจารณากันอยู่ แต่เมื่อสภาฯ ไปต่อไม่ได้ นายกฯ จึงควรยุบสภา และคืนอำนาจการตัดสินใจให้กับประชาชนเพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลายไปมากกว่า 

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อไปว่า ความจริงตลอด 4 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีเวลาเตรียมตัว ทั้งการแบ่งเขต 400 เขต และจำนวนประชากรที่ต้องรอนับในวันที่ 31 ธ.ค. 65 ก็รู้มาตั้งนานแล้ว สำหรับกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ผู้แทน กกต. ที่มาชี้แจงในชั้นกรรมาธิการฯ ช่วงที่กำลังพิจารณากฎหมายลูก ได้บอกว่ากฎหมายรองต่างๆ มีทีมงานที่เตรียมการไว้ หากเกิดการยุบสภา ขึ้นก่อนหน้านี้ 1 ปี จะทำอย่างไร ตอนนี้คือการยุบสภา ในนาทีสุดท้ายแล้ว ยุบหรือไม่ยุบก็ไม่ต่างกัน ตนเชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่ กกต. มีศักยภาพสามารถผลักดันระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ออกมาได้รวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องรอ 30 วัน หรือ 45 วัน ตามที่บอก ตนไม่เห็นว่ามีเหตุจำเป็นที่จะไม่สามารถยุบสภาได้ แต่อย่างไรก็ตาม อย่านำเงื่อนเวลานี้มาเป็นตัวตั้งหนีการตรวจสอบของฝ่ายค้าน หรือลากยาวรอให้พรรคของตัวเองมีความพร้อมก่อน ตนจึงเห็นว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมในการยุบสภา คือหลังการอภิปรายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152