นายสมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้ให้บริการทางพิเศษ และรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง เปิดเผยว่า ผลประกอบการประจำปี 65 ยังแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัท 2,436 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน (2564) จำนวน 1,426 ล้านบาท หรือ 141.2% รายได้จากการดำเนินงาน 14,030 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3,304 ล้านบาท หรือ 30.8%

โดยรายได้ค่าผ่านทางเพิ่มขึ้น 1,742 ล้านบาท รายได้ค่าโดยสาร และรับจ้างเดินรถเพิ่มขึ้น 1,463 ล้านบาท และรายได้พัฒนาเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น 99 ล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ลดความรุนแรงลง อีกทั้งภาครัฐได้ประกาศให้โรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง รวมถึงการเปิดประเทศทำให้มีการเดินทางมากขึ้น ส่งผลให้ในปี 65 ปริมาณผู้ใช้ทางด่วนเพิ่มขึ้น 22.4% และผู้โดยสารรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 84.5% ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
นายสมบัติ กล่าวต่อว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 65 ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ทยอยกลับมาเป็นปกติมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง รวมถึงการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ส่งผลให้การเดินทางเพิ่มขึ้น ปริมาณรถที่ใช้ทางด่วนและปริมาณผู้โดยสารกลับเข้าใกล้เคียงกับก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยคาดการณ์ว่าในปี 66 ผู้ใช้ทางด่วน และผู้โดยสารยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยบวกของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นภายหลังประเทศจีนเปิดประเทศ และกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น รายรอบรถไฟฟ้า และทางด่วน

นายสมบัติ กล่าวอีกว่า ในปี 65 BEM ได้ดำเนินงานบนแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืน หรือ ESG (Environmental, Social and Governance) ที่คำนึงถึงความรับผิดชอบ 3 ด้านหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคมการกำกับดูแลกิจการ เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย ด้วยการสะท้อนบทบาทความรับผิดชอบของธุรกิจและดำเนินงานในการพัฒนาในด้านต่างๆ อาทิ อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ทางด่วน และผู้โดยสารรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง สามารถใช้บัตรเครดิต EMV Contactless ชำระค่าบริการได้ และในปี 65 ได้คงอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (หลักสอง-ท่าพระ) ในราคาเดิม เริ่มต้นที่17 บาท สูงสุดไม่เกิน 42 บาท และให้ส่วนลดสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ 50% สำหรับนักเรียน นักศึกษา 10% ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 65 เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน
นอกจากนี้ ในด้านการเงิน BEM ได้เข้าทำสัญญาสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Loan) วงเงิน 3,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และออกหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Debentures) มูลค่า 4,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเป้าหมายเดิมที่ 3,000 ล้านบาท เนื่องจากได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี โดยมียอดจองมากกว่าเป้าหมาย 2.6 เท่า สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อธุรกิจและการให้ความสำคัญต่อธุรกิจขนส่ง ที่ใช้พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

ในปี 2565 BEM ได้รับคัดเลือกให้เป็น “หุ้นยั่งยืน” (Thailand Sustainability Investment) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ในกลุ่มบริการ และได้รับรางวัลสุดยอดแบรนด์องค์กรไทยในหมวดธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากการเป็นองค์กรที่มีมูลค่าแบรนด์องค์กรสูงสุดของประเทศไทยประจำปี 65 และได้รับการประเมินการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทยในระดับดีเลิศ (Excellent CG Scoring หรือ ระดับ 5 ดาว) สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจให้เจริญเติบโต บนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาล ซึ่งในปี 66 BEM ยังคงเดินหน้าดำเนินธุรกิจอย่างเข้มแข็งตามพันธกิจของบริษัทฯ ในการส่งมอบการบริการคมนาคมขนส่งที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน.



