สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ กล่าวถึงการที่จีนนำเสนอ “แผนการสันติภาพ” เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน ว่า “ไม่สมเหตุสมผล” เนื่องจากเป็นแผนการที่ “รัสเซียจะได้รับผลประโยชน์มากที่สุด”
ทั้งนี้ นายเยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) กล่าวถึงข้อเสนอของจีนเช่นกัน ว่า “ไม่น่าเชื่อถือมากนัก” เนื่องจากรัฐบาลปักกิ่งยังคงไม่ประณามการที่รัสเซียเป็นฝ่ายเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารในยูเครน และเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนการสู้รบปะทุ จีนกับรัสเซียประกาศยกระดับความร่วมมือเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ไร้ขอบเขต”
"The idea that China is going to be negotiating the outcome of a war that's a totally unjust war for Ukraine is just not rational," Pres. Biden tells @DavidMuir of China's peace plan. https://t.co/DSROdHF7Kb pic.twitter.com/lSH32uwYcr
— World News Tonight (@ABCWorldNews) February 25, 2023
ด้านนางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ซึ่งเป็นหน่วยงานฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรป (อียู) กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลปักกิ่งเสนอนั้น “ไม่ใช่แผนสันติภาพ” แต่เป็น “หลักการ” แน่นอนว่า อียูจะศึกษารายละเอียดทั้งหมด แต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า “จีนเลือกข้างแล้ว”
#FMsays The China-Russia relationship is not a reason for concern but a boon to world peace and stability. The destructive role that the US has played in world peace and stability is what is truly concerning, FM spokesman Wang Wenbin said. pic.twitter.com/BqTzZOroX3
— China Daily (@ChinaDaily) February 23, 2023
อนึ่ง เอกสารทางการทูต 12 ข้อ จัดทำโดยกระทรวงการต่างประเทศจีน เผยแพร่อย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์ มีเป้าหมาย “เพื่อสร้างดุลยภาพทางการเมือง” ให้กับวิกฤติการณ์ในยูเครน มีเนื้อหาสำคัญคือ “คู่กรณีทุกภาคส่วน” ไม่ว่าจะสนับสนุนรัสเซียหรือยูเครน ขอให้ร่วมมือบนเส้นทางเดียวกัน นั่นคือการจัดการเจรจาให้เกิดขึ้นเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ขณะเดียวกัน เนื้อหาในแถลงการณ์เน้นย้ำจุดยืนของจีน ไม่เห็นด้วยกับการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในสมรภูมิยูเครน และการข่มขู่เรื่องการใช้อาวุธนิวเคลียร์ และเน้นย้ำการปกป้องชีวิตพร้อมทั้งทรัพย์สินของพลเรือน เป็นกรณีที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญในระดับสูงสุด.
เครดิตภาพ : AFP



