เมื่อวันที่ 26 เม.ย. นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคมสัดส่วนผู้ประกันตน โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาเกี่ยวกับการคำนวณเงินบำนาญชราภาพ ว่า ทำไมคำพิพากษาฎีกาไม่ใช่คำตอบสำหรับผู้ประกันตน 600,000 คน และทำไมสูตรแคร์จึงยังจำเป็น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่หลายฝ่ายนำมาอ้างว่าเป็น “ทางออก” แทนสูตรแคร์ เพื่อลดทอนความจำเป็นของสูตรใหม่ มีปัญหาดังนี้
1. เพราะคำพิพากษาฎีกาโดยธรรมชาติคือการวินิจฉัยข้อพิพาทเฉพาะราย ไม่ใช่กลไกเยียวยาเชิงระบบสำหรับทุกคน
2.เงื่อนไขที่ศาลฎีกาวางไว้มีลักษณะแคบและซับซ้อนมากจนแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะครอบคลุมผู้ที่ได้รับผลกระทบจริง กล่าวคือ ผู้ประกันตนต้องมีสิทธิรับบำนาญ อยู่แล้ว ก่อนที่จะมาสมัครเป็นมาตรา 39 หมายความว่าหากใครอายุ 50 ปี มีเดือนสมทบยังไม่ครบ 180 เดือน แล้วเลือกเข้ามาตรา 39 เพื่อสมทบต่อให้ครบ เส้นทางนี้ก็ไม่ตรงตามเกณฑ์ฎีกา เพราะขณะสมัครยังไม่มีสิทธิบำนาญ
3.นอกจากนี้ กรณีที่เงินเดือนลดลงระหว่างอยู่ในมาตรา 33 ซึ่งทำให้ฐานคำนวณบำนาญตกต่ำลง ก็ไม่ถูกนับรวมในเกณฑ์นี้เช่นกัน
4.ยิ่งไปกว่านั้น คำพิพากษาฎีกายังมีข้อกำหนดเชิงคดีที่จำเพาะเจาะจงอย่างยิ่ง คือต้องพิสูจน์ได้ว่า “เจ้าหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้แจ้งให้สมัครมาตรา 39 โดยไม่อธิบายผลกระทบ” ซึ่งในทางปฏิบัติ พยานหลักฐานและพฤติการณ์แวดล้อมเช่นนี้หาได้ยากมาก และผู้ประกันตนส่วนใหญ่ก็ไม่มีทรัพยากรทางกฎหมายเพียงพอที่จะรวบรวมหลักฐานดังกล่าวในชั้นศาล
5.การบอกให้ผู้ประกันตน 600,000 คนออกไปฟ้องศาลทีละราย จึงไม่ใช่นโยบายสาธารณะ แต่คือการผลักภาระให้ประชาชนแบกรับเองในระบบที่ล้มเหลว เป็นการนำเอากระบวนการยุติธรรมเฉพาะรายมาทดแทนความรับผิดชอบเชิงโครงสร้างที่องค์กรควรแก้ไข มันเหมือนกับบอกว่าเมื่อสะพานพัง แทนที่จะซ่อมสะพาน ให้คนที่ตกน้ำแต่ละคนไปฟ้องวิศวกรเอง
6.ความพยายามของฝ่ายที่ต่อต้านสูตรแคร์ในการนำฎีกามาอ้างนั้น จึงมีลักษณะของการบิดประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่จริงจัง เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่การแก้ปัญหาให้ผู้ประกันตน แต่คือการทำให้ดูเหมือนว่ามีทางออกอื่นอยู่แล้ว เพื่อให้การปฏิรูปเชิงระบบผ่านสูตรแคร์ดูไม่จำเป็น
7.สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้น คือท่าทีของกรรมการบางท่านในบอร์ดที่กล่าวว่าผู้ประกันตนอายุ 55 ปี “โง่เอง” ที่ “คิดไม่ได้” ถึงผลกระทบของการสมัครมาตรา 39 ทัศนคติเช่นนี้ ไม่เพียงแสดงถึงการขาดความเข้าอกเข้าใจขั้นพื้นฐาน แต่ยังบิดเบือนความเป็นจริงของระบบข้อมูลสารสนเทศของสำนักงานประกันสังคมที่ไม่เคยออกแบบมาให้ผู้ประกันตนเข้าถึงและเข้าใจผลกระทบระยะยาวได้ด้วยตนเอง
8.สูตรแคร์ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ ประกาศใช้ก็มีระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ปรับแก้ให้สมบูรณ์ได้ตลอดเวลา การท่องคาถา “ไม่เอาแคร์” คือการถ่มน้ำลายรดศพคนตายไปก่อนหน้า และปลุกผี “บำนาญลด” จากการคาดเดาใน 10 ปีข้างหน้า ทั้งๆ ที่ทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ตลอดทาง.



